โจทก์เช่าซื้อรถยนต์มาแล้วนำไปให้บุคคลอื่นเช่าต่อบ่งชี้เจตนาอันแท้จริงของโจทก์ว่าโจทก์มีเจตนานำรถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้ต่อจำเลยไปให้ผู้อื่นเช่าเพื่อหวังเงินค่าเช่าเป็นกำไรซึ่งมากกว่าค่าเช่าซื้อที่ตนต้องผ่อนชำระ ทั้งโจทก์เป็นฝ่ายขวนขวายติดต่อนำรถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้ต่อจำเลยไปให้บริษัท ย. เช่าเอง อันเป็นทางให้บริษัท ย. ซึ่งครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่าเอารถยนต์นั้นไปเสีย โจทก์จะอ้างว่ารถยนต์ที่เอาประกันภัยสูญหายโดยมิได้เกิดจากการลักทรัพย์หรือยักยอกโดยบุคคลผู้ครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่ามิได้ กรณีต้องด้วยข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย โจทก์ไม่อาจอาศัยความสูญหายของรถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้ต่อจำเลยอันเกิดจากการกระทำของตนมาเป็นเหตุเรียกร้องค่าสินไหม ทดแทนจากจำเลยได้

               ตามฎีกานี้ โจทก์นำรถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้ต่อจำเลยไปให้บริษัท ย. เช่า ตกลงค่าเช่าเดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท กำหนดชำระค่าเช่าทุก ๑๐ วัน ระยะเวลาการเช่า ๑ เดือน หลังจากโจทก์ให้บริษัท ย. เช่ารถยนต์ โจทก์ได้รับค่าเช่าเพียงงวดเดียว ต่อมาโจทก์ทราบว่าบริษัทดังกล่าวหลอกลวงประชาชนให้นำรถยนต์ไปให้เช่าแล้วเอารถยนต์หนีไป โจทก์จึงทวงถามให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัย
              
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
               มาตรา ๘๖๑ อันว่าสัญญาประกันภัยนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือใช้เงินจำนวนหนึ่งให้ในกรณีวินาศภัยหากมีขึ้น หรือในเหตุอย่างอื่นในอนาคตดังได้ระบุไว้ในสัญญา และในการนี้บุคคลอีกคนหนึ่งตกลงจะส่งเงินซึ่งเรียกว่า เบี้ยประกันภัย