โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทและได้ขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่รังวัดสอบเขตที่ดิน แต่จำเลยคัดค้านแนวเขตที่ดินพิพาทที่โจทก์นำชี้ แม้จำเลยให้การต่อสู้อ้างว่าพันจ่าอากาศเอก บ. บิดาจำเลย เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทมา โดยสงบและโดยเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ แต่ตามคำให้การของจำเลยกล่าวอ้างด้วยว่าที่ดินพิพาทเป็นของบิดาจำเลยแต่มีบุคคลอื่นนำเอาที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่าไปออกโฉนดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทที่จะต้องวินิจฉัยว่ามีบุคคลอื่นขอออกโฉนดในที่ดินมือเปล่าซึ่งบิดาจำเลยมีสิทธิครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เท่านั้น ไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ เพราะการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการครอบครองที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่นเท่านั้น ดังนั้นที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ และวินิจฉัยว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการวินิจฉัยโดยชอบด้วยกฎหมาย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๑๔๒(๕) ประกอบมาตรา ๒๔๖ และมาตรา ๒๔๗(เดิม)

เพิ่มเติม
                ฎีกาที่ ๘๓๒๙/๒๕๕๙ การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยรวบรัดข้ามขั้นตอนตามที่กฎหมายกำหนด กระทบต่อสิทธิในการดำเนินคดีของคู่ความ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบและเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
                มาตรา ๑๔๒ คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่ชี้ขาดคดีต้องตัดสินตามข้อหาในคำฟ้องทุกข้อ แต่ห้ามมิให้พิพากษาหรือทำคำสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เว้นแต่
                (๕) ในคดีที่อาจยกข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นอ้างได้นั้น เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะยกข้อเหล่านั้นขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีไปก็ได้