ฎีกาที่
907/2561: หลักการให้การต่อสู้ในประเด็น "การใช้สิทธิโดยไม่สุจริต" สำหรับทนายความ

1. ภาพรวมของคดีและคำวินิจฉัย

คดีนี้ศาลฎีกาได้วางหลักการสำคัญ 2 ประการ คือ:

1.         ภาระการพิสูจน์เรื่องความสุจริต: โจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่ากระทำการโดยสุจริต จำเลยผู้กล่าวอ้างว่าโจทก์ไม่สุจริตจึงมีภาระต้องให้การต่อสู้ให้ชัดแจ้งและนำสืบหักล้าง

2.         การสร้างประเด็นในคำให้การ: การยกข้อเท็จจริงใหม่ขึ้นเป็นเหตุแห่งการปฏิเสธในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งแตกต่างจากเหตุผลที่ให้การไว้ในศาลชั้นต้น ถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบ ต้องห้ามตามกฎหมาย

2. การวิเคราะห์ในทางกฎหมายสารบัญญัติ: การปะทะกันของมาตรา 5 และ มาตรา 6

ประเด็นการใช้สิทธิโดยสุจริตอยู่ภายใต้บังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งทนายความต้องทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของ 2 มาตรานี้อย่างถ่องแท้

  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5: ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต
  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6: ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต

บทวิเคราะห์สำหรับทนายความ: มาตรา 6 คือหัวใจสำคัญในทางปฏิบัติ เพราะเป็น "ข้อสันนิษฐานเด็ดขาดในเบื้องต้น" ที่มีผลโดยตรงต่อภาระการพิสูจน์ (Burden of Proof) ในทางคดี โจทก์ไม่ต้องนำสืบว่าตนฟ้องคดีโดยสุจริต เพราะกฎหมายสันนิษฐานให้แล้ว ดังนั้น เมื่อทนายฝ่ายจำเลยประสงค์จะต่อสู้ว่าการฟ้องของโจทก์เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตามมาตรา 5 ทนายจำเลยต้อง "กระทำการในทางรุก" (Active Pleading) กล่าวคือ ต้องยกข้อต่อสู้นี้ขึ้นกล่าวอ้างในคำให้การอย่างชัดแจ้ง และเตรียมพยานหลักฐานเพื่อนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว การปฏิเสธคำฟ้องโดยรวม (General Denial) ไม่เพียงพอที่จะทำให้ประเด็นนี้เกิดขึ้นเป็นข้อพิพาทได้

3. การวิเคราะห์ในทางกฎหมายวิธีสบัญญัติ: จุดชี้ขาดของคดี

คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ได้ตอกย้ำหลักการในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทนายความต้องให้ความสำคัญสูงสุดในการร่างคำคู่ความ

  • ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง: ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น
  • ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง: ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในการยื่นอุทธรณ์นั้น คู่ความจะต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งในอุทธรณ์และต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น...

บทวิเคราะห์สำหรับทนายความ:

1.         "เหตุแห่งการนั้น" คือสมรภูมิแรก: ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง บังคับให้จำเลยต้องระบุ "เหตุผล" ของการปฏิเสธไว้ในคำให้การ การต่อสู้ว่าโจทก์ใช้สิทธิไม่สุจริต ถือเป็น "เหตุแห่งการปฏิเสธ" ประการหนึ่ง หากทนายจำเลยไม่ได้บรรยายข้อเท็จจริงและเหตุผลนี้ไว้ในคำให้การ จะถือว่าจำเลยไม่ได้ประสงค์จะต่อสู้ในประเด็นนี้ ประเด็นข้อพิพาท (Issue in Dispute) เรื่องความสุจริตจึงไม่เกิดขึ้น

2.         ผลของการไม่สร้างประเด็น: เมื่อประเด็นไม่เกิดขึ้นในศาลชั้นต้นแล้ว ย่อมส่งผลโดยตรงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 กล่าวคือ จำเลยจะถูก "ปิดปาก" (Estoppel) ไม่สามารถหยิบยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายในประเด็นนี้ขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาได้อีกต่อไป เพราะถือว่าเป็น "ข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบ"

จากฎีกาที่ 907/2561 จำเลยให้การต่อสู้เรื่องค่าเสียหายโดยยก "เหตุ" ว่า "โจทก์ไม่มีรายได้จากการทำงานพิเศษ" แต่ในชั้นอุทธรณ์กลับยก "เหตุ" ใหม่ว่า บริษัทประกันเป็นผู้จ่ายค่ารักษาพยาบาล” ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงและเป็นเหตุผลคนละชุดกันโดยสิ้นเชิง ศาลจึงวินิจฉัยว่าเป็นการยกข้อเท็จจริงใหม่ขึ้นมาเป็นเหตุแห่งการปฏิเสธ จึงต้องห้ามอุทธรณ์

ข้อสรุปและแนวปฏิบัติสำหรับทนายความ

จากคำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ ทนายความฝ่ายจำเลยควรยึดถือเป็นแนวปฏิบัติที่เคร่งครัดในการร่างคำให้การ ดังนี้:

1.         ระบุให้ชัดเจน: ต้องเขียนเป็นย่อหน้าที่ชัดเจนในคำให้การว่า "การฟ้องคดีของโจทก์เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต"

2.         บรรยายข้อเท็จจริงประกอบ: ต้องอธิบายพฤติการณ์ที่เป็นรูปธรรมของโจทก์ เพื่อสนับสนุนข้อกล่าวอ้างดังกล่าว เช่น โจทก์ฟ้องคดีนี้เพื่อเป็นเครื่องมือในการต่อรองผลประโยชน์ในอีกเรื่องหนึ่ง หรือโจทก์รู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิแต่ยังฟ้องเพื่อกลั่นแกล้ง เป็นต้น

3.         วางแผนการต่อสู้คดีให้จบในคำให้การ: ต้องสอบข้อเท็จจริงจากลูกความและวางโครงเรื่องการต่อสู้คดีทั้งหมดไว้ในคำให้การฉบับแรก จะหวังไปเพิ่มเติมเหตุผลใหม่ๆ ในชั้นสืบพยานหรือชั้นอุทธรณ์ไม่ได้

4.         แยกแยะเหตุผลของการปฏิเสธ: หากมีเหตุแห่งการปฏิเสธหลายประการ เช่น โจทก์ไม่เสียหายเพราะเหตุหนึ่ง และโจทก์ฟ้องไม่สุจริตเพราะอีกเหตุหนึ่ง ต้องบรรยายเหตุผลของแต่ละประเด็นให้ครบถ้วนและชัดเจนแยกออกจากกัน

โดยสรุป คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้เป็นเครื่องย้ำเตือนว่า "คำคู่ความคือจุดเริ่มต้นและจุดชี้ขาดของทุกประเด็น" ความผิดพลาดในการร่างคำให้การตั้งแต่ต้น อาจหมายถึงการสูญเสียสิทธิในการต่อสู้ประเด็นนั้นไปโดยสิ้นเชิงในชั้นศาลสูง