คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๕๙/๒๕๖๓ 

                    โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น แม้จำเลยให้การรับสารภาพ แต่โจทก์ยังมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐาน มาสืบประกอบคำให้การรับสารภาพเพื่อให้ศาลรับฟังจนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๖ วรรคหนึ่ง หากศาลเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำผิด ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องโจทก์ปล่อยจำเลยไปตามมาตรา ๑๘๕ วรรคหนึ่ง

                    อุทธรณ์จำเลยที่ว่า การกระทำของจำเลยที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการกระทำโดยมีเจตนาฆ่า เท่ากับเป็นการอุทธรณ์ว่าพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมานั้นยังไม่เป็นที่พอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยจำเลยมิได้โต้แย้งยกข้อเท็จจริงอันใดขึ้นมาใหม่ จำเลยชอบที่จะ อุทธรณ์ได้ หาได้ขัดแย้งกับคำรับสารภาพของจำเลยไม่

                   

เพิ่มเติม

                    ฎีกาที่ ๑๐๔๕/๒๕๖๔ การนำสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลย ไม่จำต้องได้ความชัดแจ้งโดยปราศจากข้อสงสัยดังเช่นในคดีที่จำเลยให้การปฏิเสธ โจทก์เพียงแต่นำสืบให้เป็นที่พอใจแก่ศาลว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงก็เป็นการเพียงพอแล้วที่ศาลจะลงโทษจำเลยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๖ วรรคหนึ่ง

 

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

                    มาตรา ๑๗๖ ในชั้นพิจารณา ถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ เว้นแต่คดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้นกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง

                    ในคดีที่มีจำเลยหลายคน และจำเลยบางคนรับสารภาพ เมื่อศาลเห็นสมควรจะสั่งจำหน่ายคดี สำหรับจำเลยที่ปฏิเสธเพื่อให้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ปฏิเสธนั้น เป็นคดีใหม่ภายในเวลาที่ศาลกำหนดก็ได้