คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๓/๒๕๖๔ 

               การให้ความยินยอมของคู่สมรสในการทำนิติกรรมเกี่ยวกับ การจัดการสินสมรสอันอยู่ในบังคับบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๗๖ กำหนดให้เฉพาะการจัดการสินสมรสที่มีความสำคัญตามมาตรา ๑๔๗๖ (๑) ถึง (๘) ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่าย การทำนิติกรรมในส่วนที่จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นสามีชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ ๓ ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ ๑ หาได้อยู่ในบังคับมาตรา ๑๔๗๖ หรือเป็นการจัดการสินสมรสโดยตรงไม่ ดังนั้น กรณีจะเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาก็ต่อเมื่อจำเลยที่ ๓ คู่สมรสได้ให้สัตยาบันตามมาตรา ๑๔๙๐ (๔) เท่านั้น

               ตามหนังสือให้ความยินยอมของจำเลยที่ ๓ คู่สมรสในการทำนิติกรรมระบุว่า คู่สมรสขอให้ความยินยอมต่อการที่คู่สมรสทำคำขอ สัญญาข้อตกลงเกี่ยวกับการขอใช้สินเชื่อทุกลักษณะหรือนิติกรรมใดๆ กับโจทก์ อันมีลักษณะเป็นการให้ความยินยอมไว้เป็นการทั่วไป ซึ่งเป็นเพียงการแสดงเจตนารับรู้ที่จำเลยที่ ๒ สามีไปทำนิติกรรม หาใช่เป็นการให้สัตยาบันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๙๐ (๔) ไม่ เนื่องจากไม่มีข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ว่าจำเลยที่ ๓ รับรองการที่จำเลยที่ ๒ ก่อหนี้ขึ้นแล้วตามมูลหนี้ที่มีการทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ ๑ คงปรากฏเฉพาะการที่จำเลยที่ ๓ รับรู้ถึงการเข้าทำสัญญาค้ำประกันของจำเลยที่ ๒ เมื่อจำเลยที่ ๓ ไม่ได้ให้สัตยาบันการก่อหนี้ตามสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ ๒ คู่สมรสได้กระทำไป จำเลยที่ ๓ ย่อมไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ตามฟ้อง

 

เพิ่มเติม

               ฎีกาที่ ๘๘๒๐/๒๕๖๑ (ประชุมใหญ่) การที่จำเลยที่ ๒ คู่สมรสทำหนังสือให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมของ ส. สามี ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ส. ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ ๑ ไม่ใช่นิติกรรมที่จำต้องได้รับ ความยินยอมจากคู่สมรส เมื่อจำเลยที่ ๒ ให้ความยินยอมไว้เป็นการทั่วไป จึงเป็นการแสดงเจตนารับรู้และไม่คัดค้านที่ ส. สามีไปทำนิติกรรม จึงมิใช่เป็นการให้สัตยาบันของคู่สมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๔๙๐(๔)

              

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

               มาตรา ๑๔๙๐  หนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกันนั้นให้รวมถึงหนี้ที่สามีหรือภริยาก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างสมรส ดังต่อไปนี้

                    (๔) หนี้ที่สามีหรือภริยาก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวแต่อีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบัน