ฏีกาที่ 857/2568

#ฎีกาศึกษา #ทนายความ

สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 857/2568

เรื่อง

รู้ภายหลังว่าโรงจอดรถรุกล้ำทางสาธารณะ แต่ไม่ยอมรื้อถอน อ้างว่าขาดเจตนายึดถือครอบครองที่ดินของรัฐได้หรือไม่

ประเด็นข้อกฎหมาย

แม้ขณะปลูกสร้างโรงจอดรถ จำเลยยังไม่ทราบว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นทางสาธารณะ แต่เมื่อทราบในภายหลังว่าโรงจอดรถตั้งอยู่บนที่ดินของรัฐแล้วยังคงไม่ยอมรื้อถอน พฤติการณ์ดังกล่าวถือเป็นการแสดงเจตนายึดถือครอบครองที่ดินของรัฐหรือไม่

นอกจากนี้ เมื่อจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน มีอาชีพการงานประจำ และได้รื้อถอนโรงจอดรถออกจากที่เกิดเหตุแล้ว มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกหรือไม่

ข้อเท็จจริง

จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 74831 ซึ่งเป็นที่ตั้งบ้านในโครงการหมู่บ้านจัดสรร

เมื่อปี 2557 จำเลยซื้อที่ดินพร้อมบ้านจากเจ้าของโครงการ และต่อเติมปลูกสร้างโรงจอดรถโครงสร้างเหล็กหลังคาเมทัลชีท ขนาดกว้างประมาณ 4.5 เมตร ยาวประมาณ 6 เมตร เนื้อที่ประมาณ 27 ตารางเมตร

โรงจอดรถดังกล่าวรุกล้ำเข้าไปในทางสาธารณะภายในหมู่บ้าน ซึ่งเป็นที่ดินของรัฐที่ประชาชนใช้ร่วมกันและอยู่ในความดูแลของเทศบาลตำบล โดยจำเลยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น

จำเลยอ้างว่า ขณะซื้อที่ดินและปลูกสร้างโรงจอดรถยังไม่ทราบว่าบริเวณดังกล่าวเป็นทางสาธารณะ และเข้าใจว่าอยู่ภายในเขตที่ดินของตน

ต่อมาจำเลยทราบว่าพื้นที่บริเวณดังกล่าวอยู่นอกเขตที่ดินตามโฉนด โดยเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2558 จำเลยเคยแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่เจ้าของโครงการและพวกในข้อหาฉ้อโกง เนื่องจากตรวจสอบแล้วพบว่าถูกปิดบังความจริงเกี่ยวกับเนื้อที่ดิน

วันที่ 9 พฤษภาคม 2561 เจ้าหน้าที่เทศบาลเข้าตรวจสอบ จำเลยยอมรับว่าเป็นเจ้าของโรงจอดรถและลงลายมือชื่อยืนยันว่าจะรื้อถอนออกภายใน 15 วัน แต่เมื่อครบกำหนดแล้วจำเลยไม่ดำเนินการ

เทศบาลเคยออกคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนโรงจอดรถ แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่าขั้นตอนการออกคำสั่งไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 จึงเพิกถอนคำสั่งและให้เทศบาลดำเนินการใหม่ให้ถูกต้อง

ต่อมาเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบอีกครั้ง พร้อมชี้แจงขั้นตอนการดำเนินคดีและความรับผิดตามกฎหมายแก่จำเลย แต่จำเลยยังยืนยันว่าจะไม่รื้อถอน นายกเทศมนตรีจึงมอบอำนาจให้แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลย

ผลคดี

ศาลชั้นต้น

พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 21 และมาตรา 65

ลงโทษปรับ 10,000 บาท ให้จำเลยพร้อมบริวารออกจากที่ดินที่ยึดถือครอบครอง และให้รื้อถอนโรงจอดรถทั้งหมดออกจากที่เกิดเหตุภายใน 7 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด

ให้ปรับจำเลยเป็นรายวัน วันละ 200 บาท นับแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2561 จนกว่าจำเลยจะรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างทั้งหมด

ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

ศาลอุทธรณ์ภาค 5

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 ประกอบมาตรา 108 ทวิ วรรคสอง อีกกระทงหนึ่ง

ลงโทษจำคุก 6 เดือน และให้งดปรับจำเลยเป็นรายวันตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร

นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกา

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน ให้ลงโทษปรับ 8,000 บาทอีกสถานหนึ่ง นอกเหนือจากโทษจำคุก 6 เดือนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนด

โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง

หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และมาตรา 30

นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 857/2568 วินิจฉัยว่า

แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่า ขณะที่จำเลยซื้อที่ดินเมื่อปี 2557 และปลูกสร้างโรงจอดรถ จำเลยยังไม่ทราบว่าบริเวณดังกล่าวเป็นทางสาธารณะ แต่ภายหลังจำเลยทราบแล้วว่าพื้นที่ที่ปลูกสร้างโรงจอดรถอยู่นอกเขตที่ดินตามโฉนดและเป็นทางสาธารณะ

จำเลยเคยแจ้งความร้องทุกข์เจ้าของโครงการเกี่ยวกับการปิดบังความจริงเรื่องเนื้อที่ดิน และเมื่อเจ้าหน้าที่เทศบาลเข้าตรวจสอบ จำเลยยอมรับว่าเป็นเจ้าของโรงจอดรถ พร้อมลงลายมือชื่อยืนยันว่าจะรื้อถอน แต่ต่อมากลับไม่ยอมดำเนินการ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

“ตามวันเวลาที่โจทก์ฟ้องจำเลยรู้ดีว่าโรงจอดรถปลูกสร้างบนที่ดินของรัฐซึ่งเป็นทางสาธารณะในหมู่บ้าน แต่ไม่ยอมรื้อถอน อันเป็นการแสดงถึงเจตนายึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ”

เมื่อเทศบาลแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยแล้ว จำเลยจึงไม่อาจยกเรื่องขาดเจตนาขึ้นอ้างให้ตนพ้นผิดได้

การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันอีกกระทงหนึ่ง

การรอการลงโทษจำคุก

ศาลฎีกาเห็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดินมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท และโทษจำคุก 6 เดือนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดนั้นเหมาะสมแล้ว

อย่างไรก็ตาม ทางสาธารณะที่เกิดเหตุอยู่ภายในหมู่บ้านจัดสรรซึ่งมีเพียง 5 หลังคาเรือน โรงจอดรถปลูกสร้างอยู่บนถนนหน้าบ้านของจำเลยซึ่งอยู่ด้านในสุด และโจทก์ไม่ได้นำสืบว่ามีผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการกระทำของจำเลยเป็นพิเศษมากน้อยเพียงใด

ประกอบกับจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน มีอาชีพการงานประจำ และได้รื้อถอนโรงจอดรถออกจากที่เกิดเหตุแล้ว นับว่าจำเลยรู้สำนึกในการกระทำและพยายามบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้น

การลงโทษจำคุกระยะสั้นแก่จำเลยย่อมไม่ส่งผลดีทั้งต่อจำเลยเองและสังคมโดยรวม จึงมีเหตุสมควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งและรอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี

สรุป

แม้ในขณะปลูกสร้างโรงจอดรถ จำเลยยังไม่ทราบว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นทางสาธารณะ แต่เมื่อทราบในภายหลังว่าโรงจอดรถตั้งอยู่บนที่ดินของรัฐแล้วกลับไม่ยอมรื้อถอน พฤติการณ์ดังกล่าวถือเป็นการแสดงเจตนายึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ

จำเลยจึงไม่อาจอ้างว่าขาดเจตนาเพื่อให้พ้นจากความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดินได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน มีอาชีพการงานประจำ และได้รื้อถอนโรงจอดรถออกแล้ว ศาลฎีกาจึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ
พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 21, 65
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30, 56, 91

ฎีกาย่อ

ขณะจำเลยซื้อที่ดินเมื่อปี 2557 และปลูกสร้างโรงจอดรถ จำเลยยังไม่รู้ว่าเป็นทางสาธารณะ แต่ตามวันเวลาที่โจทก์ฟ้อง จำเลยรู้ดีว่าโรงจอดรถปลูกสร้างบนที่ดินของรัฐซึ่งเป็นทางสาธารณะในหมู่บ้าน จำเลยไม่ยอมรื้อถอน แสดงถึงเจตนายึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ ซึ่งต่อมาเทศบาลตำบลได้แจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย จำเลยไม่อาจอ้างขาดเจตนาให้ตนพ้นผิดได้ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันอีกกระทงหนึ่ง

อ้างอิง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 857/2568

คำค้นที่เกี่ยวข้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 857/2568, ยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ, ทางสาธารณะ, โรงจอดรถรุกล้ำทางสาธารณะ, สาธารณสมบัติของแผ่นดิน, ก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต, ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ, พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร, รอการลงโทษจำคุก

แบ่งปันบทความนี้
Facebook LINE

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า