ฎีกาที่ 3107/2568(ประชุมใหญ่)

ฎีกาศึกษา: ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องกับอำนาจฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉล
ที่ประชุมใหญ่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3107/2568

📚 ฎีกาศึกษา: ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง
กับอำนาจฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉล

(แม้รับโอนภายหลังการทำนิติกรรม)

📌 ประเด็นข้อกฎหมาย
โจทก์ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากเจ้าหนี้เดิม มีอำนาจฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมที่ลูกหนี้กระทำโดยฉ้อฉล (ป.พ.พ. มาตรา 237) หรือไม่? แม้ว่าโจทก์จะไม่ได้เป็นเจ้าหนี้อยู่ในขณะที่ลูกหนี้ทำนิติกรรมนั้น
📄 ข้อเท็จจริง
  • ลูกหนี้ (จำเลย 1, 2): โอนทรัพย์สินไปให้ผู้อื่น (จำเลย 3)
  • ต่อมา (29 ก.ย. 58): โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้อง (หนี้) มาจากเจ้าหนี้เดิม
  • การฟ้องคดี: โจทก์มาฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์สินดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นการฉ้อฉลเจ้าหนี้
👨‍⚖️ คำวินิจฉัยศาลฎีกา (มติที่ประชุมใหญ่)

✅ สิทธิของผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง
"แม้โจทก์มิใช่เจ้าหนี้...ในขณะที่จำเลยจดทะเบียนยกที่ดินให้... แต่เมื่อโจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องมาแล้วย่อมมีฐานะเป็นเจ้าหนี้เช่นกัน จึงต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิเช่นเดียวกับเจ้าหนี้เดิมที่โอนสิทธิเรียกร้อง"

🚫 เหตุผลทางกฎหมาย
มิฉะนั้นแล้วลูกหนี้ที่ไม่สุจริตก็จะใช้อ้างเพื่อเอาเปรียบเจ้าหนี้ทุกคนได้เพียงเพราะมีการโอนสิทธิเรียกร้อง อันเป็นการใช้กฎหมายที่ขัดต่อคุณธรรมของกฎหมาย จึงไม่ควรคุ้มครองลูกหนี้ที่ไม่สุจริต

🏁 บทสรุป

เจ้าหนี้ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง มีอำนาจฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลได้
แม้ลูกหนี้จะยักย้ายทรัพย์สินไป "ก่อน" การโอนสิทธิเรียกร้องนั้น

(ผู้รับโอนสวมสิทธิและได้รับความคุ้มครองเช่นเดียวกับเจ้าหนี้เดิม)

⚠️ ข้อควรระวัง (ป.พ.พ. มาตรา 238):
การเพิกถอนนั้นจะใช้ยันต่อบุคคลภายนอกผู้ได้ลาภงอกได้ก็ต่อเมื่อ บุคคลภายนอกนั้นกระทำการโดย "ไม่สุจริต" เท่านั้น

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า