⚖️ สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3479/2569
เรื่อง รับสารภาพตามฟ้องว่าจำหน่ายยาเสพติดกระทบความมั่นคงของรัฐ ศาลต้องลงโทษตามเหตุฉกรรจ์นั้นหรือไม่?
แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่า การจำหน่ายยาเสพติดของจำเลยทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป และจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลจำต้องถือเป็นยุติและลงโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) หรือไม่
จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำนวน 1,893 เม็ด และชนิดเกล็ดสีขาวอีก 7 ซอง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์รวม 209.079 กรัม
จำเลยเคยซื้อเมทแอมเฟตามีนมาแบ่งจำหน่ายแก่บุคคลอื่นหลายครั้ง และเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมาก่อน โจทก์จึงขอเพิ่มโทษฐานกระทำความผิดซ้ำ
ศาลชั้นต้นเห็นว่า การกระทำเป็นการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป ตามมาตรา 145 วรรคสาม (2) เมื่อลดโทษเพราะรับสารภาพและรวมกับโทษฐานเสพแล้ว ให้จำคุก 25 ปี 1 เดือน 10 วัน และปรับ 800,000 บาท
ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้โทษ รวมเป็นจำคุก 23 ปี 5 เดือน 10 วัน และปรับ 800,000 บาท
จำเลยฎีกา
ประมวลกฎหมายยาเสพติดไม่ได้ถือเอา ปริมาณของยาเสพติดเป็นเกณฑ์ในการกำหนดโทษดังเช่นกฎหมายเดิม แต่ให้ถือเอาพฤติการณ์หรือบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ปริมาณยาเสพติดอาจบ่งชี้ถึงความร้ายแรงของการกระทำ และศาลสามารถนำมาพิจารณาประกอบกับพฤติการณ์อื่นได้
คดีนี้ เมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวน 1,893 เม็ด และชนิดเกล็ดสีขาวอีก 7 ซอง หากเจ้าพนักงานไม่จับกุมและยึดไว้เสียก่อน ย่อมทำให้เกิดการแพร่กระจายไปในกลุ่มผู้เสพและบุคคลทั่วไป และส่งผลเสียหายต่อสังคมส่วนรวม
จึงเป็นการกระทำที่ ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน ตามมาตรา 145 วรรคสอง (2)
นอกจากนี้ จำเลยเคยซื้อเมทแอมเฟตามีนมาแบ่งจำหน่ายแก่บุคคลอื่นหลายครั้ง และเคยถูกลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมาก่อน พฤติการณ์ส่อว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นประจำหรือทำเป็นปกติธุระ
จึงเป็นการกระทำ เพื่อการค้า ตามมาตรา 145 วรรคสอง (1) ด้วย
อย่างไรก็ตาม แม้พฤติการณ์ดังกล่าวจะเพียงพอให้รับฟังว่าเป็นการกระทำเพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนตามมาตรา 145 วรรคสอง (1) (2) แต่ยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่า การกระทำของจำเลยร้ายแรงถึงขนาด ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป ตามมาตรา 145 วรรคสาม (2)
แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องไว้เช่นนั้น และจำเลยให้การรับสารภาพก็ตาม แต่เหตุฉกรรจ์ดังกล่าวเป็น เหตุฉกรรจ์ในเชิงนามธรรม ซึ่งศาลต้องพิจารณาจากพฤติการณ์ความร้ายแรงของคดีเป็นรายกรณี
หาใช่ว่าต้องถือเป็นยุติตามคำฟ้องของโจทก์และคำรับสารภาพของจำเลยเสมอไปไม่ มิฉะนั้น เหตุฉกรรจ์จะขึ้นอยู่กับการบรรยายฟ้องและคำรับสารภาพเป็นสำคัญ ซึ่งไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายยาเสพติด
ศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้จำเลยมีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสอง (1) (2)
วางโทษจำคุก 20 ปี และปรับ 1,200,000 บาท เพิ่มโทษหนึ่งในสาม และลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 13 ปี 4 เดือน และปรับ 800,000 บาท
เมื่อรวมกับโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนอีกกระทงหนึ่งแล้ว เป็น จำคุก 13 ปี 5 เดือน 10 วัน และปรับ 800,000 บาท
ประมวลกฎหมายยาเสพติด
- มาตรา 90
- มาตรา 145 วรรคสอง (1) การกระทำเพื่อการค้า
- มาตรา 145 วรรคสอง (2) การก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน
- มาตรา 145 วรรคสาม (2) การทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป
ประมวลกฎหมายอาญา
- มาตรา 78 การลดโทษเมื่อมีเหตุบรรเทาโทษ
- มาตรา 92 การเพิ่มโทษกรณีกระทำความผิดอีก
ประมวลกฎหมายยาเสพติดปัจจุบัน ไม่ได้กำหนดระดับโทษโดยถือปริมาณยาเสพติดเป็นเกณฑ์ดังเช่นกฎหมายเดิม แต่ให้พิจารณาพฤติการณ์หรือบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ อย่างไรก็ดี ปริมาณยาเสพติดยังเป็นพฤติการณ์อย่างหนึ่งที่ศาลสามารถนำมาประกอบการพิจารณาความร้ายแรงของการกระทำได้
คดีนี้ ปริมาณยาเสพติดและพฤติการณ์อื่นเพียงพอให้รับฟังว่า การกระทำของจำเลยเป็น การกระทำเพื่อการค้า และ ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน ตามมาตรา 145 วรรคสอง (1) (2) แต่ยังไม่ร้ายแรงถึงระดับ ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป ตามมาตรา 145 วรรคสาม (2)
ดังนั้น การที่จำเลยรับสารภาพตามฟ้อง ไม่ทำให้เหตุฉกรรจ์ตามมาตรา 145 วรรคสาม (2) เป็นอันยุติโดยอัตโนมัติ เพราะเหตุฉกรรจ์ในลักษณะดังกล่าวเป็นเหตุฉกรรจ์เชิงนามธรรม ซึ่งศาลต้องพิจารณาจากพฤติการณ์ความร้ายแรงของคดีเป็นรายกรณี
ประมวลกฎหมายยาเสพติดไม่ได้ถือเอาปริมาณของยาเสพติดเป็นเกณฑ์ในการกำหนดโทษดังเช่นกฎหมายเดิม โดยให้ถือเอาพฤติการณ์หรือบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ แต่ปริมาณของยาเสพติดก็อาจบ่งชี้ถึงพฤติการณ์ความร้ายแรงในการกระทำความผิดได้อย่างหนึ่ง ซึ่งศาลสามารถนำมาพิจารณาประกอบพฤติการณ์อื่นเพื่อลงโทษจำเลยในเหตุฉกรรจ์ที่เป็นนามธรรมได้ เช่น การก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) และการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปตามมาตรา 145 วรรคสาม (2)
แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่า การจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของจำเลยเป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป และจำเลยให้การรับสารภาพ โดยไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานตามกฎหมายก็ตาม แต่เหตุฉกรรจ์ดังกล่าวเป็นเหตุฉกรรจ์ในเชิงนามธรรม ย่อมอยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาตามพฤติการณ์ความร้ายแรงแห่งคดีเป็นเรื่อง ๆ ไปว่าต้องด้วยเหตุฉกรรจ์ดังกล่าวหรือไม่ หาใช่ต้องฟังเป็นยุติตามฟ้องของโจทก์และคำให้การรับสารภาพของจำเลยเสมอไปไม่ มิฉะนั้นจะทำให้เหตุฉกรรจ์ดังกล่าวขึ้นอยู่กับการบรรยายฟ้องของโจทก์และคำรับสารภาพของจำเลยเป็นสำคัญ ย่อมไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายยาเสพติดอย่างแท้จริง