ความผิดฐานหมิ่นประมาทที่กระทำนอกราชอาณาจักร และการพิจารณาว่า “ความเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง” เป็นผลแห่งการกระทำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 5 วรรคแรก หรือไม่
เมื่อจำเลยให้สัมภาษณ์นักข่าวในต่างประเทศ โดยโจทก์กล่าวหาว่าเป็นการหมิ่นประมาทผู้เสียหาย โจทก์จะสามารถนำคดีมาฟ้องในประเทศไทยได้หรือไม่
และความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 เป็นความผิดที่มี “ผลแห่งการกระทำ” เกิดขึ้นต่างหากจากการกระทำ อันจะนำหลักตามมาตรา 5 วรรคแรก มาใช้ได้หรือไม่
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยให้สัมภาษณ์นักข่าวที่ประเทศพม่า หรือเมียนมาร์ โดยกล่าวข้อความใส่ความผู้เสียหาย ซึ่งโจทก์เห็นว่าเป็นการใส่ความโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง อันเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326
ระหว่างพิจารณา บริษัทผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ส่วนจำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์และโจทก์ร่วมจึงฎีกา โดยศาลฎีกามีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ไม่ใช่ความผิดที่มีผลเกิดขึ้นต่างหากจากการกระทำ
เมื่อจำเลยพูดให้สัมภาษณ์นักข่าว การกระทำที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นความผิดย่อมสำเร็จเมื่อนักข่าว ซึ่งเป็นบุคคลที่สาม ได้ทราบข้อความแล้ว
ผู้ที่ถูกหมิ่นประมาท ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าตนเองถูกหมิ่นประมาท
ส่วนข้อความในมาตรา 326 ที่ว่า
“โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง”
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เป็น พฤติการณ์ประกอบการกระทำ ไม่ใช่ผลของการกระทำ
ดังนั้น ความผิดฐานหมิ่นประมาทในกรณีนี้จึงไม่ใช่ความผิดที่มีผลเกิดขึ้นต่างหากจากการกระทำ อันจะนำหลักเรื่องผลแห่งการกระทำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 5 วรรคแรก มาใช้
เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยกระทำความผิดนอกราชอาณาจักร และไม่ใช่กรณีที่ประมวลกฎหมายอาญาถือว่าได้กระทำในราชอาณาจักร ผู้กระทำความผิดจึงไม่ต้องรับโทษในราชอาณาจักร
โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้
เมื่อปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อชี้ขาดคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่าไม่จำต้องพิจารณาต่อไปว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง
ศาลฎีกาพิพากษายืน
คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักว่า ความผิดฐานหมิ่นประมาทตามมาตรา 326 สำเร็จเมื่อบุคคลที่สามทราบข้อความที่เป็นการใส่ความ โดยผู้ถูกหมิ่นประมาทไม่จำเป็นต้องรู้ว่าตนเองถูกหมิ่นประมาท
ส่วนถ้อยคำที่ว่า “โดยประการที่น่าจะทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง” เป็น พฤติการณ์ประกอบการกระทำ ไม่ใช่ผลของการกระทำ
ดังนั้น เมื่อการกระทำตามฟ้องเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร จึงไม่อาจนำเรื่อง “ผลแห่งการกระทำ” ตามมาตรา 5 วรรคแรก มาใช้เพื่อถือว่าความผิดนั้นได้กระทำในราชอาณาจักร
ผลคือ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ในประเทศไทย
ข้อควรสังเกตคือ ศาลฎีกาไม่ได้วินิจฉัยว่า จำเลย “ไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท” แต่คดีสิ้นสุดลงที่ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้อง จึงไม่จำต้องพิจารณาต่อว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหรือไม่
- ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 5
- ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326
ความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ไม่ใช่ความผิดที่มีผลเกิดขึ้นต่างหากจากการกระทำ เมื่อจำเลยพูดให้สัมภาษณ์นักข่าว การกระทำที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นความผิดย่อมสำเร็จเมื่อนักข่าวซึ่งเป็นบุคคลที่สามทราบข้อความแล้ว โดยผู้ถูกหมิ่นประมาทไม่ต้องรู้ว่าตนเองถูกหมิ่นประมาท
ส่วนข้อที่ว่า โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังนั้น เป็นพฤติการณ์ประกอบการกระทำ ไม่ใช่ผลของการกระทำ จึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 5 วรรคแรก
เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำความผิดนอกราชอาณาจักร และไม่ใช่กรณีที่ประมวลกฎหมายอาญาถือว่าได้กระทำในราชอาณาจักร ผู้กระทำความผิดจึงไม่ต้องรับโทษในราชอาณาจักร โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ และไม่จำต้องพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหรือไม่ ศาลฎีกาพิพากษายืน
ฎีกาที่ 6593/2559, หมิ่นประมาทในต่างประเทศ, หมิ่นประมาทนอกราชอาณาจักร, ฟ้องหมิ่นประมาทในประเทศไทย, ความผิดนอกราชอาณาจักร, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 5, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, หมิ่นประมาทสำเร็จเมื่อใด, บุคคลที่สาม หมิ่นประมาท, ผู้ถูกหมิ่นประมาทไม่ต้องรู้, พฤติการณ์ประกอบการกระทำ, ผลแห่งการกระทำ มาตรา 5, โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง, กระทำความผิดต่างประเทศ ฟ้องไทยได้หรือไม่