หุ้นส่วนถึงแก่ความตาย แต่หุ้นส่วนที่เหลือให้ห้างดำเนินกิจการต่อ รับทายาทเข้าเป็นหุ้นส่วนแทน — ผู้รับพินัยกรรมยังมีสิทธิเรียกหุ้นและทรัพย์สินคืน และการติดตามเอาทรัพย์ของตนคืนไม่มีกำหนดอายุความ
หุ้นส่วนคนหนึ่งถึงแก่ความตาย ห้างหุ้นส่วนสามัญเลิกกันหรือไม่ และโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่
เดิมเจ้ามรดกกับบุคคลอีก 2 คนร่วมกันจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญเพื่อประกอบกิจการโรงแรม
ต่อมาเจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกหุ้นในห้างหุ้นส่วนของตนทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นหลาน คนละส่วนเท่า ๆ กัน แล้วเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย
ภายหลัง ผู้จัดการมรดกกลับโอนหุ้นของเจ้ามรดกให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของเจ้ามรดก และจำเลยที่ 1 เข้าบริหารกิจการโรงแรมแทนเจ้ามรดกตั้งแต่ปี 2525 จนถึงวันฟ้องในปี 2562 เป็นเวลากว่า 37 ปี โดยไม่ปรากฏว่าหุ้นส่วนอื่นทักท้วง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อหุ้นส่วนคนหนึ่งถึงแก่ความตาย ห้างหุ้นส่วนย่อมเลิกกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1055 (5)
แต่หุ้นส่วนที่ยังอยู่สามารถตกลงกันให้ห้างยังคงอยู่ต่อไป โดยรับทายาทของหุ้นส่วนที่ตายเข้ามาเป็นหุ้นส่วนแทนได้
เมื่อภายหลังเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรเข้ามาบริหารกิจการแทนตลอดเป็นเวลาหลายสิบปี โดยหุ้นส่วนอื่นไม่ทักท้วง และต่อมายังมีการเปลี่ยนตัวหุ้นส่วนรุ่นต่อ ๆ มาโดยกิจการโรงแรมยังคงดำเนินต่อเนื่อง พฤติการณ์จึงฟังได้ว่า หุ้นส่วนที่เหลือตกลงให้ห้างหุ้นส่วนดำเนินต่อ และยอมรับจำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วนแทนเจ้ามรดก
ดังนั้น ห้างหุ้นส่วนสามัญยังไม่เลิกกัน จึงไม่จำต้องจัดการชำระบัญชีห้างหรือตกลงจัดการทรัพย์สินของห้างโดยวิธีอื่นตามมาตรา 1061 วรรคหนึ่งก่อน โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้รับมรดกหุ้นตามพินัยกรรมจึงมีอำนาจฟ้อง
แม้การตายของหุ้นส่วนจะเป็นเหตุให้ห้างหุ้นส่วนเลิกตามกฎหมาย แต่หุ้นส่วนที่เหลืออาจตกลงให้ห้างดำเนินต่อและรับทายาทของผู้ตายเข้าเป็นหุ้นส่วนแทนได้ ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวอาจพิจารณาได้จากพฤติการณ์ เมื่อห้างยังไม่เลิก ผู้รับพินัยกรรมจึงฟ้องเรียกสิทธิในหุ้นได้โดยไม่ต้องชำระบัญชีห้างก่อน
ที่ดินที่ใช้ประกอบกิจการโรงแรม เป็นทรัพย์สินที่นำมาลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือไม่
ที่ดินจำนวน 2 แปลงมีชื่อเจ้ามรดกและหุ้นส่วนอีก 2 คนถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน และใช้เป็นที่ตั้งอาคารโรงแรมซึ่งห้างหุ้นส่วนประกอบกิจการมาเป็นเวลาหลายสิบปี
ฝ่ายจำเลยอ้างว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลผู้มีชื่อในโฉนด มิใช่ทรัพย์สินของห้าง และในการจดทะเบียนพาณิชย์ระบุว่าหุ้นส่วนแต่ละคนลงหุ้นด้วยเงิน มิได้ระบุว่านำที่ดินมาลงหุ้น
ศาลฎีกาพิจารณาว่า เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงเป็นบุคคลชุดเดียวกับผู้ร่วมจัดตั้งห้างหุ้นส่วน และมีการสร้างอาคารโรงแรมบนที่ดินดังกล่าว
ห้างใช้ประโยชน์จากที่ดินติดต่อกันมาหลายสิบปีโดยไม่จ่ายค่าเช่าหรือค่าตอบแทนแก่บุคคลผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วม พฤติการณ์จึงรับฟังได้ว่าผู้เป็นหุ้นส่วนได้นำที่ดินทั้งสองแปลงมาลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญแล้ว
การจะวินิจฉัยว่าที่ดินถูกนำมาลงหุ้นหรือไม่ ไม่ได้พิจารณาเพียงข้อความในทะเบียนพาณิชย์ แต่ต้องดูพฤติการณ์ทั้งหมดประกอบกัน คดีนี้การถือกรรมสิทธิ์ร่วม การสร้างโรงแรม และการใช้ประโยชน์เพื่อกิจการต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสิบปีโดยไม่มีค่าเช่า ทำให้ฟังได้ว่าที่ดินถูกนำมาลงหุ้นแล้ว
ผู้จัดการมรดกมีสิทธิโอนหุ้นและที่ดินส่วนของเจ้ามรดกให้จำเลยหรือไม่ และมีเหตุเพิกถอนนิติกรรมหรือไม่
ก่อนถึงแก่ความตาย เจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกหุ้นในห้างหุ้นส่วนทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละส่วนเท่า ๆ กัน
แต่ภายหลังเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ผู้จัดการมรดกกลับโอนหุ้นของเจ้ามรดก รวมทั้งที่ดินส่วนที่มีชื่อเจ้ามรดกถือกรรมสิทธิ์ร่วม ให้แก่จำเลยที่ 1 และต่อมาจำเลยที่ 1 โอนที่ดินส่วนดังกล่าวต่อให้จำเลยที่ 2
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อเจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกหุ้นของตนให้แก่โจทก์ทั้งสอง หุ้นดังกล่าวย่อมตกแก่โจทก์ทั้งสองทันทีเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599
ดังนั้น ผู้จัดการมรดกไม่มีสิทธิโอนหุ้นดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิในหุ้นดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมาย
สำหรับที่ดินซึ่งศาลฟังว่าเป็นทรัพย์ที่นำมาลงหุ้น การที่ผู้จัดการมรดกโอนส่วนของเจ้ามรดกให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 โอนต่อให้จำเลยที่ 2 เป็นการกระทำโดยไม่มีสิทธิโดยชอบ ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลย และก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินที่เจ้ามรดกได้ยกให้โจทก์ตามพินัยกรรม จึงมีเหตุเพิกถอนนิติกรรมการโอนดังกล่าว
ส่วนหุ้นของเจ้ามรดก เมื่อผู้จัดการมรดกโอนไปให้จำเลยที่ 1 โดยไม่มีสิทธิ จำเลยที่ 1 จึงต้องโอนหุ้นดังกล่าวคืนให้โจทก์ทั้งสอง
แม้จำเลยที่ 1 จะได้รับการยอมรับจากหุ้นส่วนอื่นให้เข้ามาเป็นหุ้นส่วนและบริหารกิจการแทนผู้ตาย แต่ไม่ได้ทำให้จำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในหุ้นที่เจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกให้โจทก์ เมื่อหุ้นตกแก่ผู้รับพินัยกรรมแล้ว ผู้จัดการมรดกย่อมไม่มีสิทธิโอนหุ้นและทรัพย์สินส่วนนั้นให้บุคคลอื่น
ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่
จำเลยต่อสู้ว่าเจ้ามรดกถึงแก่ความตายและมีการโอนทรัพย์ไปเป็นเวลานานแล้ว การที่โจทก์มาฟ้องเรียกคืนหุ้นและที่ดินจึงขาดอายุความ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองเป็นผู้รับมรดกตามพินัยกรรม หุ้นและทรัพย์สินดังกล่าวตกแก่โจทก์ตั้งแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย
ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ต้องโอนทรัพย์ตามพินัยกรรมให้โจทก์ แต่กลับนำไปโอนให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 โอนต่อให้จำเลยที่ 2
กรณีนี้จึง มิใช่การฟ้องเกี่ยวกับการจัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 แต่เป็นการที่โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์ของตนคืนจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ตาม มาตรา 1336 จึงไม่มีกำหนดอายุความ
ผู้รับพินัยกรรมซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ ใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์ของตนคืนจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือ เป็นการใช้สิทธิตามมาตรา 1336 มิใช่การฟ้องเกี่ยวกับการจัดการมรดกตามมาตรา 1754 จึงไม่มีกำหนดอายุความ
🔹 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี
🔹 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
🔹 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และพิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 โอนหุ้นในห้างหุ้นส่วนส่วนของเจ้ามรดกแก่โจทก์ทั้งสองคนละส่วนเท่า ๆ กัน และให้จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินเฉพาะส่วนของเจ้ามรดก หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
⚖️ ป.พ.พ. มาตรา 1055 (5)
เหตุเลิกห้างหุ้นส่วนสามัญเมื่อหุ้นส่วนคนหนึ่งถึงแก่ความตาย
⚖️ มาตรา 1061 วรรคหนึ่ง
การจัดการทรัพย์สินของห้างเมื่อห้างเลิกกัน
⚖️ มาตรา 1336
สิทธิของเจ้าของกรรมสิทธิ์ในการติดตามและเอาคืนทรัพย์สินจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือ
⚖️ มาตรา 1361 วรรคหนึ่ง
สิทธิของเจ้าของรวมในส่วนของตน
⚖️ มาตรา 1599
มรดกตกทอดแก่ทายาทเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย
⚖️ มาตรา 1754
อายุความเกี่ยวกับมรดก
การที่หุ้นส่วนคนหนึ่งตาย ไม่ได้หมายความว่ากิจการจะต้องสิ้นสุดเสมอไป หากหุ้นส่วนที่เหลือตกลงให้ดำเนินกิจการต่อและรับทายาทเข้าเป็นหุ้นส่วนแทน แต่การได้รับยอมรับให้เป็นหุ้นส่วน ไม่ทำให้บุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์ในหุ้นที่เจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกให้บุคคลอื่น และผู้รับพินัยกรรมซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สามารถติดตามเอาทรัพย์คืนจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือได้โดยไม่มีกำหนดอายุความ