ฎีกาที่ 3191/2568

#ฎีกาศึกษา #ทนายความ

ทรัพย์จำนองถูกเจ้าหนี้รายอื่นยึด ผู้รับจำนองมีสิทธิรับเงินขายทอดตลาดก่อนหรือไม่ | ฎีกาที่ 3191/2568

สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3191/2568

เรื่อง

เจ้าหนี้ผู้รับจำนองขอรับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น เมื่อสัญญากู้กำหนดให้การที่ผู้กู้ถูกเจ้าพนักงานยึดหรืออายัดทรัพย์สินเป็นเหตุผิดนัด


ประเด็นข้อกฎหมาย

ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนอง มีสิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์จำนอง และขอรับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดก่อนเจ้าหนี้รายอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 324 (1) (ข) หรือไม่


ข้อเท็จจริง

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2559 ผู้กู้และจำเลยร่วมกันทำสัญญากู้เงินจากผู้ร้อง 2 ฉบับ ฉบับแรกจำนวน 2,340,000 บาท และฉบับที่สองจำนวน 130,000 บาท โดยตกลงผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นรายเดือน และกำหนดชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 28 มิถุนายน 2589

เพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้ ผู้กู้และจำเลยนำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจดทะเบียนจำนองไว้แก่ผู้ร้อง

ต่อมา จำเลยเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ในอีกคดีหนึ่ง ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 97,103.73 บาท พร้อมดอกเบี้ย แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งจำนองไว้แก่ผู้ร้องออกขายทอดตลาด

ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองจึงยื่นคำร้องขอให้ขายทอดตลาดโดยปลอดจำนอง และขอรับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดก่อนเจ้าหนี้รายอื่น นอกจากนี้ หากโจทก์เพิกเฉย ไม่ดำเนินการ หรือสละสิทธิในการบังคับคดี ผู้ร้องขอให้เข้าสวมสิทธิดำเนินการบังคับคดีแทนโจทก์

ผู้ร้องอ้างเหตุผิดนัดตามสัญญากู้ข้อ 7.4 และข้อ 7.6 โดยสัญญาข้อ 7.6 กำหนดว่า หากผู้กู้ถูกเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายยึดหรืออายัดทรัพย์สินใด ๆ ของผู้กู้ ให้ถือเป็นเหตุผิดนัดตามสัญญา

ผู้ร้องยังฎีกาอ้างอีกว่า จำเลยและผู้กู้อีกรายผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามกำหนดตามสัญญากู้และข้อสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนอง แต่ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นดังกล่าว เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

ดังนั้น คดีนี้ ไม่มีข้อเท็จจริงที่ศาลฎีการับฟังเป็นยุติว่าจำเลยชำระหนี้แก่ผู้ร้องตรงตามกำหนดหรือยังไม่ผิดนัดชำระหนี้ ประเด็นที่ศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดคือเหตุผิดนัดตามสัญญาข้อ 7.6 จากการที่ทรัพย์ของผู้กู้ถูกเจ้าพนักงานยึด


ผลคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์

ศาลชั้นต้น

มีคำสั่ง ยกคำร้อง และให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ โดยต้นฉบับคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ไม่ได้แสดงเหตุผลของศาลชั้นต้นโดยละเอียด

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภค

พิพากษา ยืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องจึงฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

จากเหตุผลที่ปรากฏในคำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่า การที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด มิใช่การกระทำของจำเลยหรือผู้กู้ จึงไม่ถือเป็นเหตุผิดนัดตามสัญญาข้อ 7.4


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3191/2568 วินิจฉัยว่า

แม้การที่โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด จะมิใช่การกระทำของจำเลยหรือผู้กู้ อันจะถือเป็นการผิดนัดตามสัญญาข้อ 7.4 ก็ตาม

แต่สัญญากู้ข้อ 7 กำหนดว่า เมื่อมีเหตุการณ์อย่างหนึ่งอย่างใดตามที่ระบุไว้ให้ถือเป็นเหตุผิดนัด และข้อ 7.6 กำหนดไว้โดยเฉพาะถึงกรณีที่ผู้กู้ถูกเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายยึดหรืออายัดทรัพย์สินใด ๆ ของผู้กู้

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งจำนองไว้แก่ผู้ร้องออกขายทอดตลาด จึงถือเป็นกรณีที่ผู้กู้ถูกเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายยึดทรัพย์สินตามสัญญาข้อ 7.6 และเป็นการผิดนัดตามข้อสัญญาดังกล่าว

เมื่อเกิดเหตุผิดนัด ผู้รับจำนองจึงมีสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้และบังคับจำนอง และมีสิทธิขอรับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดก่อนเจ้าหนี้รายอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 324 (1) (ข)

ส่วนคำขอของผู้ร้องที่ขอเข้าสวมสิทธิบังคับคดีแทนโจทก์ หากโจทก์สละสิทธิหรือถอนการบังคับคดีนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 327 วรรคหนึ่งและวรรคสอง กำหนดขั้นตอนการเข้าดำเนินการบังคับคดีต่อไว้เป็นการเฉพาะ ผู้ร้องจึงต้องดำเนินการต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี ไม่ใช่ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เข้าสวมสิทธิในคำร้องนี้


ผลคดี

ศาลฎีกา พิพากษากลับ

อนุญาตให้ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น

ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

สรุปผลคดีทั้งสามศาลคือ

ศาลชั้นต้นยกคำร้อง → ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน → ศาลฎีกาพิพากษากลับ อนุญาตให้ผู้รับจำนองได้รับชำระจากเงินขายทอดตลาดก่อนเจ้าหนี้รายอื่น แต่ยกคำขอส่วนการเข้าสวมสิทธิบังคับคดี


สรุป

จุดชี้ขาดของฎีกาที่ 3191/2568 ไม่ได้อยู่เพียงว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนอง แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า ผู้ร้องมีสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้และบังคับจำนองแล้วหรือไม่

คดีนี้ แม้การที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษานำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จะไม่ใช่การกระทำของผู้กู้ จึงไม่เข้าเหตุผิดนัดตามสัญญาข้อ 7.4 แต่สัญญาข้อ 7.6 กำหนดไว้อีกกรณีหนึ่งโดยเฉพาะว่า หากผู้กู้ถูกเจ้าพนักงานยึดหรืออายัดทรัพย์สิน ให้ถือเป็นเหตุผิดนัด

เมื่อทรัพย์จำนองถูกเจ้าพนักงานบังคับคดียึด จึงเกิดเหตุผิดนัดตามข้อ 7.6 ทำให้ผู้รับจำนองมีสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้และบังคับจำนอง และมีสิทธิขอรับชำระหนี้จากเงินขายทอดตลาดก่อนเจ้าหนี้รายอื่นตามมาตรา 324 (1) (ข)

จึงไม่ควรนำฎีกานี้ไปสรุปเป็นหลักทั่วไปว่า “เมื่อทรัพย์จำนองถูกยึด ผู้รับจำนองย่อมมีสิทธิได้รับเงินก่อนเสมอ” เพราะผลของคดีนี้สัมพันธ์โดยตรงกับเงื่อนไขเหตุผิดนัดตามสัญญากู้ข้อ 7.6


กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 324 (1) (ข)

มาตรา 324 (1) กำหนดว่า ในกรณีที่เป็นผู้รับจำนองทรัพย์สิน หรือเป็นผู้ทรงบุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์อันได้จดทะเบียนไว้ บุคคลนั้นอาจยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีก่อนเอาทรัพย์สินนั้นออกขายหรือจำหน่าย ขอให้มีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่กฎหมายกำหนด

มาตรา 324 (1) (ข)

“ในกรณีอื่น ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนำเงินที่ได้จากการขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินนั้นมาชำระหนี้แก่ตนก่อนเจ้าหนี้อื่น ทั้งนี้ ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่น”

บทบัญญัตินี้เป็นตัวบทสำคัญในคดี เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผู้ร้องมีสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้และบังคับจำนองแล้ว ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองจึงมีสิทธิขอรับชำระจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดก่อนเจ้าหนี้รายอื่น

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 327

เป็นบทกำหนดขั้นตอนกรณีมีการถอนการบังคับคดี โดยผู้ยื่นคำร้องซึ่งได้รับอนุญาตตามมาตรา 324 หรือเจ้าหนี้ผู้ขอเฉลี่ยซึ่งได้รับอนุญาตตามมาตรา 326 อาจขอเข้าดำเนินการบังคับคดีต่อจากเจ้าหนี้ผู้ขอยึดทรัพย์ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด

ในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการดำเนินการดังกล่าวต้องกระทำต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีตามมาตรา 327 มิใช่ขอให้ศาลมีคำสั่งเข้าสวมสิทธิโดยตรงดังเช่นมาตรา 290 วรรคแปดเดิม


อ้างอิง / ที่มา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3191/2568
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 324 (1) (ข) และมาตรา 327
แหล่งที่มาของคำพิพากษา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ตัวบทมาตรา 324 สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมได้จากบทบัญญัติที่เผยแพร่เกี่ยวกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง


คำค้น

ฎีกาที่ 3191/2568, เจ้าหนี้ผู้รับจำนอง, ทรัพย์จำนองถูกยึด, ขอรับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น, ขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง, บังคับจำนอง, ป.วิ.พ. มาตรา 324, มาตรา 324 (1) (ข), มาตรา 327, สวมสิทธิบังคับคดี


ฎีกาย่อ

ผู้ร้องบรรยายคำร้องขอรับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่นว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองเพื่อขายทอดตลาด เป็นกรณีที่จำเลยและ ธ. ก่อให้เกิดภาระผูกพันใด ๆ เหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน และ/หรือทำให้เสื่อมราคาหรือลดน้อยถอยลงซึ่งทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน หรือกระทำการใด ๆ อันทำให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากหลักประกันลดลง การกระทำของจำเลยและ ธ. จึงเป็นการผิดนัดผิดสัญญา เป็นกรณีที่ผู้ร้องกล่าวอ้างเหตุผิดนัดผิดสัญญาตามสัญญากู้เงินตามข้อสัญญาข้อ 7.4 และ 7.6 แม้ว่าการที่โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดมิใช่การกระทำของจำเลยหรือ ธ. อันจะถือว่าเป็นการผิดนัดผิดสัญญาตามข้อ 7.4 ก็ตาม แต่สัญญากู้เงินข้อ 7 ระบุว่า เหตุผิดนัดผิดสัญญา เมื่อมีเหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์ใดดังต่อไปนี้ให้ถือเป็นเหตุผิดนัดผิดสัญญานี้ และข้อ 7.6 ระบุว่า ผู้กู้... ถูกเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายยึด หรืออายัดทรัพย์สินใด ๆ ของผู้กู้... ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งจำนองไว้แก่ผู้ร้องออกขายทอดตลาด จึงถือว่าเป็นกรณีที่จำเลยและ ธ. ถูกเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายยึดทรัพย์สินใด ๆ ไว้ตามสัญญาข้อ 7.6 จึงเป็นการผิดนัดผิดสัญญาตามข้อสัญญาดังกล่าว เป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้และบังคับจำนองได้ ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองจึงมีสิทธิขอรับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 324 (1) (ข)

ส่วนที่ผู้ร้องขอเข้าสวมสิทธิบังคับคดีและดำเนินการบังคับคดีแทนโจทก์ในกรณีที่โจทก์สละสิทธิในการบังคับคดีหรือเพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีนั้น แม้จะถือว่าผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิขอเข้าสวมสิทธิในการบังคับคดีแทนเจ้าหนี้ผู้ใช้สิทธิในการบังคับคดีในกรณีที่เจ้าหนี้ถอนการบังคับคดีได้ แต่ในกรณีดังกล่าว ป.วิ.พ. มาตรา 327 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ได้กำหนดขั้นตอนของการสวมสิทธิเข้าบังคับคดีแทนโจทก์ผู้ใช้สิทธิบังคับคดีไว้เป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ร้องจะต้องดำเนินการทางเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อไป ต่างจาก ป.วิ.พ. มาตรา 290 วรรคแปด (เดิม) ที่กำหนดให้ศาลอาจมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิในการบังคับคดีแทนโจทก์ในกรณีดังกล่าวได้ ดังนั้น กรณีที่โจทก์ถอนการบังคับคดีจึงเป็นเรื่องที่ผู้ร้องจะต้องไปดำเนินการต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อไป

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า