ฎีกาที่ 2451/2567

#ฎีกาศึกษา #ทนายความ

สัญญาจำนองระบุว่าได้รับเงินแล้ว แต่จำเลยอ้างไม่ได้รับเงิน ใครมีภาระพิสูจน์? | ฎีกาที่ 2451/2567

เรื่อง
ภาระการพิสูจน์กรณีหนังสือสัญญาจำนองระบุว่าผู้จำนองได้รับเงินแล้ว และความรับผิดในเงินส่วนที่ขาดภายหลังบังคับจำนอง


ประเด็นข้อกฎหมาย

  1. เมื่อหนังสือสัญญาจำนองระบุว่าผู้จำนองได้รับเงินกู้แล้ว แต่จำเลยกล่าวอ้างว่าการกู้ยืมเงินไม่บริบูรณ์ ฝ่ายใดมีภาระการพิสูจน์
  2. ข้อต่อสู้ของจำเลยว่า การจำนองมีขึ้นเพื่อประกันหนี้ค่าสินค้ายางรถยนต์ในอนาคต มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างข้อความในหนังสือสัญญาจำนองหรือไม่
  3. หากสัญญาจำนองไม่มีข้อตกลงให้ลูกหนี้ผู้จำนองรับผิดในเงินส่วนที่ขาด เมื่อขายทรัพย์จำนองแล้วได้เงินไม่พอ เจ้าหนี้จะยึดทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้ต่อเพื่อให้ได้รับชำระหนี้ครบได้หรือไม่

ข้อเท็จจริง

เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2561 จำเลยมอบอำนาจให้บุคคลหนึ่งทำสัญญาและจดทะเบียนจำนองที่ดินจำนวน 2 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เพื่อเป็นประกันหนี้ไว้แก่โจทก์

ก่อนฟ้อง โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้จำนองภายในเวลาอันควรแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย

โจทก์นำสืบว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 5,000,000 บาท และได้รับเงินไปเรียบร้อยแล้ว โดยมีหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นหลักฐานสนับสนุน

ในสัญญาข้อ 1 ระบุว่า ผู้จำนองตกลงจำนองที่ดินเพื่อเป็นประกันหนี้การกู้ยืมเงินจำนวน 5,000,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 8 ต่อปี และในข้อ 3 ยังระบุว่า

“ผู้จำนองได้รับเงินเป็นการเสร็จแล้ว”

ฝ่ายจำเลยต่อสู้ว่า ตนไม่ได้กู้ยืมเงินโจทก์จำนวนดังกล่าว และอ้างว่าเหตุที่นำที่ดินทั้งสองแปลงไปจำนองนั้น เป็นการจำนองเพื่อประกัน หนี้ค่าสินค้ายางรถยนต์ในอนาคต


คำวินิจฉัยศาลฎีกา

1. หนังสือสัญญาจำนองเป็นเอกสารมหาชน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้การกู้ยืมเงินจะเข้าลักษณะเป็นการยืมใช้สิ้นเปลือง ซึ่งบริบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ยืมตาม ป.พ.พ. มาตรา 650 วรรคสอง และไม่ตัดสิทธิคู่ความที่จะกล่าวอ้างและนำพยานบุคคลมาสืบประกอบว่าหนี้ที่ระบุในเอกสารไม่สมบูรณ์ก็ตาม

แต่หนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็น เอกสารมหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ทำขึ้น จึงให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 127 โจทก์ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานดังกล่าว


2. จำเลยเป็นฝ่ายมีภาระพิสูจน์ความไม่บริบูรณ์ของการกู้ยืมเงิน

เมื่อหนังสือสัญญาจำนองระบุว่า ผู้จำนองได้รับเงินเป็นการเสร็จแล้ว และจำเลยเป็นฝ่ายกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ว่า การกู้ยืมเงินไม่บริบูรณ์

จำเลยจึงเป็นฝ่ายมีภาระพิสูจน์ข้อเท็จจริงถึงความไม่บริบูรณ์ของการกู้ยืมเงิน เพื่อสนับสนุนคำให้การของตน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 ไม่ใช่ภาระการพิสูจน์ของโจทก์

ดังนั้น การที่โจทก์ไม่นำสืบหลักฐานการจ่ายเงินกู้ยืมให้แก่จำเลย จึงยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะฟังว่าการกู้ยืมเงินไม่บริบูรณ์


3. ข้อต่อสู้ของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างข้อความในสัญญาจำนอง

จำเลยนำสืบว่า ตนประกอบกิจการขายยางรถยนต์ ส่วนโจทก์เป็นเจ้าของกิจการขายส่งยางรถยนต์ และการจำนองที่ดินทั้งสองแปลงนั้นมีขึ้นเพื่อประกันหนี้ค่าสินค้ายางรถยนต์ในอนาคต

ศาลฎีกาเห็นว่า ข้ออ้างดังกล่าวเป็นเพียง “คำกล่าวอ้างลอย ๆ” โดยไม่มีเอกสารหรือหลักฐานใดสนับสนุน และยังเป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผลอย่างยิ่งที่จำเลยจะยอมนำทรัพย์สินของตนไปผูกพันในหนี้ที่ไม่มีอยู่จริงทั้งในขณะทำสัญญาจำนองและในอนาคต

นอกจากนี้ จำเลยยังเบิกความอีกว่า ภายหลังจดทะเบียนจำนองแล้ว จำเลยไม่เคยสั่งซื้อยางรถยนต์จากโจทก์ ซึ่งย้อนแย้งกับเหตุผลหลักที่อ้างว่าต้องนำที่ดินไปจำนองเพื่อประกันหนี้ค่าสินค้ายางรถยนต์

พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างความบริบูรณ์ของการกู้ยืมเงินตามที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญาจำนองได้

ศาลฎีกาจึงฟังว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 5,000,000 บาท และได้รับเงินไปเรียบร้อยแล้ว


ประเด็นการบังคับจำนองและเงินส่วนที่ขาด

โจทก์มีคำขอว่า หากจำเลยไม่ชำระหนี้ ให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด และหากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดและอายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

แต่ศาลฎีกาพบว่า สัญญาจำนองไม่มีข้อตกลง ว่า หากบังคับชำระหนี้จากทรัพย์จำนองแล้วได้เงินไม่พอ ลูกหนี้ผู้จำนองยังต้องรับผิดชำระเงินส่วนที่ขาดจนครบถ้วน

กรณีจึงอยู่ภายใต้บังคับแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 733 ซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดในเงินที่ยังขาดจำนวนอยู่

โจทก์จึงไม่อาจขอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาด เพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนได้

ศาลฎีกายังวินิจฉัยว่า ปัญหาดังกล่าวเป็น ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252


ผลคดี

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 6,488,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 8 ต่อปีของต้นเงิน 5,000,000 บาท และหากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ขายทอดตลาดที่ดินที่จำนอง หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยต่อจนครบ

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

ศาลฎีกาเห็นพ้องในส่วนที่ให้จำเลยชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ย แต่ พิพากษาแก้ โดยยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในส่วนที่ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาด หากขายทรัพย์จำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้


สรุป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2451/2567 วางหลักสำคัญเกี่ยวกับ ภาระการพิสูจน์ ว่า เมื่อหนังสือสัญญาจำนองซึ่งเป็นเอกสารมหาชนระบุว่าผู้จำนองได้รับเงินแล้ว หากจำเลยเป็นฝ่ายกล่าวอ้างว่าการกู้ยืมเงินไม่บริบูรณ์ จำเลยเป็นฝ่ายมีภาระพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าว การที่โจทก์ไม่นำหลักฐานการจ่ายเงินกู้มาสืบเพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอที่จะฟังว่าการกู้ยืมเงินไม่บริบูรณ์

เมื่อจำเลยมีเพียงคำกล่าวอ้างว่า การจำนองมีขึ้นเพื่อประกันหนี้ค่าสินค้ายางรถยนต์ในอนาคต โดยไม่มีเอกสารหรือหลักฐานสนับสนุน และคำเบิกความยังย้อนแย้งกับข้ออ้างของตนเอง จึงไม่มีน้ำหนักพอหักล้างข้อความในหนังสือสัญญาจำนองได้

อีกประการหนึ่ง หากสัญญาจำนองไม่มีข้อตกลงให้ลูกหนี้ผู้จำนองรับผิดในเงินส่วนที่ขาดเมื่อบังคับจำนองแล้วได้เงินไม่พอ ย่อมอยู่ภายใต้ ป.พ.พ. มาตรา 733 เจ้าหนี้จึงไม่อาจติดตามยึดทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้เพื่อเอาเงินส่วนที่ขาดจนครบได้ตามข้อเท็จจริงของคดีนี้


กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

  • มาตรา 650 วรรคสอง — ความบริบูรณ์ของการยืมใช้สิ้นเปลือง
  • มาตรา 733 — เงินส่วนที่ขาดภายหลังบังคับจำนอง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

  • มาตรา 84/1 — ภาระการพิสูจน์
  • มาตรา 94 วรรคท้าย
  • มาตรา 127 — ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับเอกสารมหาชน
  • มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 — ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลยกขึ้นวินิจฉัยได้

ฎีกาย่อ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2451/2567

หนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นเอกสารมหาชน ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้นให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 127 โจทก์ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานดังกล่าว เมื่อหนังสือสัญญาจำนองที่ดินมีข้อความระบุว่าผู้จำนองได้รับเงินเป็นการเสร็จแล้วที่จำเลยเป็นฝ่ายกล่าวอ้างข้อเท็จจริงถึงความไม่บริบูรณ์ของการกู้ยืมเงิน จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงถึงความไม่บริบูรณ์ของการกู้ยืมเงินเพื่อสนับสนุนคำให้การของตน ไม่ใช่ภาระการพิสูจน์ของฝ่ายโจทก์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 การที่โจทก์ไม่นำสืบหลักฐานการจ่ายเงินกู้ยืมให้แก่จำเลย จึงหาเป็นเหตุผลเพียงพอถึงกับจะทำให้ฟังว่าการกู้ยืมเงินไม่บริบูรณ์ไม่

โจทก์มีคำขอในส่วนของการบังคับจำนองว่า หากจำเลยไม่ชำระหนี้ให้ยึดที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์จำนอง รวมตลอดทั้งยึดและอายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ครบถ้วน โดยสัญญาจำนองที่ดินไม่มีข้อตกลงว่า หากมีการบังคับชำระหนี้จากทรัพย์จำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ ลูกหนี้ผู้จำนองยังจะต้องรับผิดชำระเงินที่ยังขาดจำนวนอยู่จนครบถ้วน กรณีจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 733 ที่ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดในเงินที่ยังขาดจำนวนอยู่ โจทก์จึงไม่อาจมีคำขอให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ครบถ้วนได้


อ้างอิง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2451/2567
แหล่งที่มา: หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา

คำค้น
ฎีกาที่ 2451/2567, จำนอง, สัญญาจำนอง, ได้รับเงินกู้แล้ว, ภาระการพิสูจน์, เอกสารมหาชน, ป.วิ.พ. มาตรา 84/1, ป.วิ.พ. มาตรา 127, ป.พ.พ. มาตรา 733, เงินส่วนที่ขาด, บังคับจำนอง, ยึดทรัพย์สินอื่น, กู้ยืมเงิน, ฎีกาศึกษา

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า