สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 914/2569
เรื่อง
แจ้งข้อความเท็จเพื่อขอใบแทนโฉนด — ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 267 (เดิม) และมาตรา 268 — สิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 — การรอการลงโทษ — คำร้องตามมาตรา 44/1 กับการฎีกาคดีส่วนแพ่ง
ประเด็นข้อกฎหมาย
จำเลยมีเจตนาแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ และใช้หรืออ้างเอกสารดังกล่าวเพื่อขอออกใบแทนโฉนด อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 (เดิม) และมาตรา 268 หรือไม่
ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้เสียหายมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 หรือไม่ และเรียกได้เพียงใด
พฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุสมควรลงโทษจำเลยในสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกหรือไม่
คำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ เป็นส่วนหนึ่งแห่งคำพิพากษาคดีอาญาหรือไม่ และผู้ร้องต้องขออนุญาตฎีกาในคดีส่วนแพ่งหรือไม่
ข้อเท็จจริง
จำเลยทำสัญญาจะซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างประเภทอาคารพาณิชย์จากผู้เสียหายในราคา 6,000,000 บาท โดยวันทำสัญญาชำระเงินมัดจำ 200,000 บาท วันต่อมาชำระอีก 300,000 บาท และต่อมามีการชำระอีก 100,000 บาท กับ 400,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,000,000 บาท
คู่กรณีตกลงให้ออกโฉนดที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งอาคารพาณิชย์เป็นชื่อจำเลย เพื่อความสะดวกในการนำไปขอกู้เงินจากสถาบันการเงินมาชำระราคาส่วนที่เหลือ โดยผู้เสียหายเป็นผู้เก็บรักษาโฉนดไว้
ต่อมาจำเลยไปแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจว่าโฉนดสูญหาย เจ้าพนักงานจึงบันทึกข้อความลงในรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหาย จำเลยนำรายงานประจำวันดังกล่าวไปใช้ประกอบการขอออกใบแทนโฉนดจากสำนักงานที่ดิน ต่อมามีการออกใบแทนโฉนดให้แก่จำเลย และจำเลยนำใบแทนโฉนดไปดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์ ก่อนโอนขายที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ให้บุคคลอื่น
ภายหลังผู้เสียหายทราบเรื่องและแจ้งความดำเนินคดีกับจำเลย ต่อมาผู้เสียหายถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
คำวินิจฉัย
ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 267 (เดิม) และมาตรา 268
ศาลฎีกาเห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้ว่า ในวันทำสัญญาจะซื้อขาย คู่กรณีตกลงให้ออกโฉนดที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งอาคารพาณิชย์เป็นชื่อจำเลย เพื่อให้นำไปขอกู้เงินจากสถาบันการเงินมาชำระราคาส่วนที่เหลือ โดยผู้เสียหายเป็นผู้เก็บรักษาโฉนดไว้
แม้ไม่ปรากฏหลักฐานการรับโฉนดหรือข้อความในสัญญาที่ระบุโดยตรงว่า เมื่อออกโฉนดเป็นชื่อจำเลยแล้วให้ผู้เสียหายเป็นผู้เก็บรักษาไว้ ก็ไม่เป็นพิรุธถึงขนาดทำให้ไม่น่าเชื่อว่ามีข้อตกลงดังกล่าว
ขณะที่จำเลยไปแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจว่าโฉนดสูญหาย และนำรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายไปขอออกใบแทนโฉนดนั้น จำเลยทราบว่า ยังชำระราคาที่ดินไม่ครบถ้วนแก่ผู้เสียหาย และโฉนดอยู่กับผู้เสียหาย พฤติการณ์จึงรับฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิด หาใช่เป็นเรื่องที่ขาดเจตนาไม่
ส่วนที่จำเลยอ้างว่า ก่อนเกิดเหตุมีผู้บอกว่าชำระราคาที่ดินครบถ้วนแล้วแต่โฉนดสูญหาย มีเพียงคำเบิกความของจำเลยและไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน อีกทั้งเพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นพิจารณา พยานหลักฐานจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์
ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยมีเจตนาแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ โดยมีวัตถุประสงค์นำไปใช้หรืออ้างเป็นพยานหลักฐานในการขอออกใบแทนโฉนด เอกสารที่เจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าพนักงานที่ดินบันทึกไว้เป็นเอกสารราชการ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่สำนักงานและเจ้าพนักงานที่ดิน ผู้อื่น หรือประชาชน
ศาลฎีกาเห็นด้วยกับศาลอุทธรณ์ภาค 5 ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 (เดิม) และมาตรา 268
สิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1
ศาลฎีกาวางหลักว่า การที่ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 นั้น
ค่าสินไหมทดแทนต้องเป็นการชดเชยความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่พนักงานอัยการฟ้องร้อง ผู้เสียหายจะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่ไม่ได้ถูกฟ้องไม่ได้
คดีนี้จำเลยนำหลักฐานการแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานตำรวจไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอออกใบแทนโฉนด ทั้งที่ยังชำระราคาที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์แก่ผู้เสียหายไม่ครบถ้วน แล้วนำที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ไปขายให้บุคคลอื่น
การกระทำดังกล่าวทำให้สิทธิของผู้เสียหายเกี่ยวกับการมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ถูกเปลี่ยนแปลงหรือกระทบกระเทือน ในทางที่ทำให้สิทธิที่มีอยู่สิ้นไปหรือลดน้อยถอยลงจากการกระทำความผิดของจำเลย ทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สิน
ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้เสียหายจึงมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยในคดีนี้
สำหรับจำนวนค่าสินไหมทดแทน ตามคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายรับฟังได้ว่า จำเลยยังคงค้างชำระราคาที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ตามสัญญาจะซื้อขายจำนวน 4,800,000 บาท
ส่วนจำเลยมีเพียงคำเบิกความว่าราคาที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์มีราคาไม่ถึง 6,000,000 บาท แต่ไม่มีพยานหลักฐานมาสนับสนุน ศาลฎีกาจึงเห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าสินไหมทดแทนจำนวน 4,800,000 บาท นั้นเหมาะสมแล้ว
การรอการลงโทษจำคุก
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วางโทษจำคุกจำเลย 6 เดือน และลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน
ศาลฎีกาเห็นว่าโทษดังกล่าวเหมาะสมแก่สภาพความผิดและเป็นคุณแก่จำเลยแล้ว
จำเลยแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าพนักงานที่ดินจดข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารราชการ และใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดจนได้รับใบแทนโฉนด แล้วนำที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ไปโอนขายให้บุคคลอื่น โดยยังไม่ได้ชำระราคา 4,800,000 บาทแก่ผู้เสียหาย
ศาลฎีกาเห็นว่า ลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยเป็นไปโดยไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย และก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม หลังเกิดเหตุจำเลยไม่ได้รู้สึกถึงความผิดและบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดของตน
เมื่อพิจารณาถึงความร้ายแรงของการกระทำความผิด แม้จะเป็นการลงโทษจำคุกในระยะสั้น ก็ทำให้จำเลยหลาบจำและเป็นการปรามผู้อื่นมิให้กระทำผิดเช่นเดียวกัน
การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รอการลงโทษจำคุก จึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว
คำร้องตามมาตรา 44/1 กับการฎีกาคดีส่วนแพ่ง
ศาลฎีกามีข้อสังเกตว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 เป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์
จึงต้องถือว่า คำพิพากษาในส่วนที่ผู้ร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นส่วนหนึ่งแห่งคำพิพากษาในส่วนคดีอาญา
เมื่อคดีอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา คดีส่วนแพ่งจึงไม่ต้องห้ามฎีกา และ ผู้ร้องไม่ต้องขออนุญาตฎีกาในคดีส่วนแพ่ง
ผลคดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 267 (เดิม) และมาตรา 268 ลดโทษแล้วคงจำคุก 4 เดือน และให้จำเลยชำระเงิน 4,800,000 บาท แก่ผู้ร้อง
ศาลฎีกาเห็นว่าฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นทั้งในประเด็นการกระทำความผิด สิทธิและจำนวนค่าสินไหมทดแทน และการขอรอการลงโทษ
พิพากษายืน
สรุป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 914/2569 มีหลักสำคัญหลายประเด็น
แม้โฉนดที่ดินจะออกเป็นชื่อจำเลย แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าโฉนดฉบับจริงอยู่กับผู้เสียหาย และยังชำระราคาที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ไม่ครบ การไปแจ้งว่าโฉนดสูญหายและนำหลักฐานดังกล่าวไปขอออกใบแทนโฉนด ย่อมรับฟังถึงเจตนากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 (เดิม) และมาตรา 268 ได้
การเรียกค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ต้องเป็นความเสียหายที่เกิดจาก การกระทำความผิดที่พนักงานอัยการฟ้อง ผู้เสียหายจะเรียกค่าสินไหมจากความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่ไม่ได้ถูกฟ้องไม่ได้
คดีนี้การนำหลักฐานจากการแจ้งข้อความเท็จไปขอใบแทนโฉนด แล้วนำที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ไปขายให้บุคคลอื่น ทำให้สิทธิของผู้เสียหายเกี่ยวกับทรัพย์ถูกกระทบจนเกิดความเสียหายในทางทรัพย์สิน ผู้จัดการมรดกจึงมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทน โดยศาลกำหนดจำนวน 4,800,000 บาท
ส่วนการรอการลงโทษต้องพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดี คดีนี้ศาลเห็นว่าลักษณะการกระทำร้ายแรง ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย และไม่มีการบรรเทาผลร้ายแห่งความผิด จึงไม่รอการลงโทษจำคุก
นอกจากนี้ คำร้องตามมาตรา 44/1 ที่ยื่นในคดีอาญาซึ่งพนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถือเป็นส่วนหนึ่งแห่งคำพิพากษาคดีอาญา เมื่อคดีอาญาขึ้นสู่ศาลฎีกา ผู้ร้องจึงไม่ต้องขออนุญาตฎีกาในคดีส่วนแพ่งอีก
ฎีกาย่อ
ปัญหาว่าผู้เสียหายจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 หรือไม่นั้น ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวจะต้องเป็นการชดเชยความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่พนักงานอัยการฟ้องร้อง ผู้เสียหายจะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่ไม่ได้ถูกฟ้องไม่ได้ เมื่อได้ความว่าจำเลยได้นำหลักฐานการแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานไปขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน โดยที่จำเลยยังชำระราคาที่ดินแก่ผู้ตายยังไม่ครบถ้วน แล้วนำที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ไปขายให้บุคคลอื่น ทำให้สิทธิของผู้ตายเกี่ยวกับการมีกรรมสิทธิ์ต้องถูกเปลี่ยนแปลงหรือกระทบกระเทือนในทางที่ทำให้สิทธิที่มีอยู่สิ้นไปหรือลดน้อยถอยลงจากการกระทำความผิดของจำเลย ทำให้ผู้ตายได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สิน ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายจึงมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยในคดีนี้
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 (เดิม)
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1
อ้างอิง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 914/2569
แหล่งที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา