สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8321/2568
เรื่อง
ฟ้องหย่าเพราะสามีอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา การเรียกค่าทดแทน และการแบ่งสินสมรส โดยเฉพาะกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และเงินบำนาญ
ประเด็นข้อกฎหมาย
1. พฤติการณ์ของสามีที่มีความสัมพันธ์กับหญิงอื่นเป็นการอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา และเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุฟ้องหย่าหรือไม่
2. สามีและหญิงอื่นต้องชดใช้ค่าทดแทนแก่ภริยาหรือไม่
3. ที่ดิน ห้องชุด และรถยนต์ที่ได้มาระหว่างสมรสเป็นสินสมรสหรือไม่
4. หุ้นและเงินฝากซึ่งถอนออกไปก่อนวันฟ้องหย่า ยังสามารถนำมาแบ่งเป็นสินสมรสได้หรือไม่
5. เงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เป็นสินสมรสหรือไม่
6. เงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เป็นสินสมรสหรือไม่
7. เงินบำนาญที่จำเลยได้รับภายหลังวันฟ้องหย่า สามารถนำมาแบ่งเป็นสินสมรสในคดีนี้ได้หรือไม่
8. ข้อที่จำเลยมิได้บรรยายและมีคำขอไว้ในฟ้องแย้ง รวมทั้งมิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลล่าง จะยกขึ้นฎีกาได้หรือไม่
ข้อเท็จจริง
โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกัน ต่อมาโจทก์สงสัยว่าจำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 2 จึงว่าจ้างนักสืบติดตามพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1
โจทก์ได้รับภาพถ่ายแสดงว่ารถยนต์ของจำเลยที่ 1 ไปจอดที่บ้านซึ่งจำเลยที่ 2 เปิดเป็นร้านเสริมสวยและใช้เป็นที่พักอาศัย ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน
ต่อมาโจทก์กับพยานติดตามไปยังบ้านดังกล่าว พบจำเลยทั้งสองอยู่ภายในบ้านด้วยกันตามลำพังในเวลากลางคืน โดยจำเลยที่ 1 นั่งดูโทรทัศน์ ส่วนจำเลยที่ 2 อยู่ใกล้กัน อีกทั้งภายในบ้านยังมีภาพถ่ายของจำเลยทั้งสองในลักษณะคู่รักติดอยู่บนฝาผนังอย่างเปิดเผย
จำเลยที่ 1 อ้างว่าจำเลยที่ 2 เป็นเพียงหลานของเพื่อนสนิท และเป็นผู้เช่าบ้านเพื่อเปิดร้านเสริมสวย แต่ไม่ปรากฏหลักฐานการทำสัญญาเช่าบ้านสนับสนุนข้ออ้างดังกล่าว ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์เพียงพอรับฟังถึงความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยทั้งสองได้
โจทก์จึงฟ้องหย่า เรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสอง และขอแบ่งสินสมรส โดยมีทรัพย์สินที่เป็นข้อพิพาทหลายรายการ เช่น ที่ดิน ห้องชุด รถยนต์ หุ้น เงินฝาก กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข. เงินประกันชีวิต และเงินบำนาญ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8321/2568 วินิจฉัยวางหลักว่า
พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 อยู่บ้านเดียวกับจำเลยที่ 2 อย่างใกล้ชิดทั้งกลางวันและกลางคืน จำเลยทั้งสองไปไหนมาไหนด้วยกันโดยเปิดเผย และมีการเอื้ออาทรดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน บ่งชี้ถึงความสัมพันธ์ฉันชู้สาว
ถือเป็นพฤติการณ์แสดงว่า จำเลยที่ 1 ยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยา และทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อับอาย และเดือดร้อนเกินควร
โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) และ (6)
เมื่อจำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยา ในระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1)
โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 และเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ได้ตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง โดยศาลฎีกาเห็นว่าค่าทดแทนที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนดเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว
ที่ดินและห้องชุดที่จำเลยที่ 1 ซื้อมาในระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 สมรสกัน เป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 (1)
แม้จำเลยที่ 1 จะอ้างว่าใช้เงินของมารดาและเงินส่วนตัวซื้อทรัพย์สินดังกล่าว แต่พยานหลักฐานไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าเงินที่นำไปซื้อทรัพย์สินเป็นเงินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ในส่วนใด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังว่าที่ดินและห้องชุดเป็นสินสมรสและต้องแบ่งแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง
รถยนต์สองคันที่จำเลยที่ 1 มีชื่อเป็นผู้ครอบครองในระหว่างสมรส เป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 (1) เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเงินที่ใช้ซื้อเป็นสินส่วนตัว จึงต้องแบ่งรถยนต์ดังกล่าวแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง
ส่วนรถยนต์อีกคัน แม้รับฟังว่าเป็นสินสมรส แต่เมื่อไม่ปรากฏว่ารถยนต์ยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งสินสมรส จึงไม่อาจให้โจทก์แบ่งรถยนต์ดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 ได้
แม้หุ้นและเงินฝากของโจทก์ในสหกรณ์จะเป็นสินสมรส แต่การจะแบ่งสินสมรสได้ต้องมีทรัพย์สินนั้นอยู่ในขณะที่แบ่ง
ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ถอนหุ้นและเงินฝากทั้งหมดก่อนวันฟ้องหย่า และไม่ปรากฏชัดว่าเป็นการถอนไปเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของโจทก์ฝ่ายเดียว จึงไม่อาจให้โจทก์แบ่งหุ้นและเงินฝากดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 ได้
โจทก์เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยส่งเงินสะสมจากเงินเดือน และได้รับเงินสมทบจากนายจ้าง รวมทั้งผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวในแต่ละเดือน
เงินดังกล่าว ไม่ใช่ความคาดหวังหรือความคาดหมายว่าจะได้ทรัพย์สิน แต่เป็นสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่แล้ว
เมื่อสิทธิดังกล่าวมีอยู่ในระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังคงเป็นสามีภริยากัน จึงเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 (1)
จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากสินสมรสดังกล่าวกึ่งหนึ่งเมื่อโจทก์สิ้นสมาชิกภาพกองทุน โดยสิทธิในส่วนแบ่งมีผลตั้งแต่วันจดทะเบียนสมรสจนถึงวันฟ้องหย่า ตามมาตรา 1532 (ข) และมาตรา 1533
ส่วนเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นหลังวันฟ้อง จำเลยที่ 1 จะมีสิทธิขอแบ่งหรือไม่อย่างไร ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
จำเลยที่ 1 เป็นข้าราชการและเป็นสมาชิก กบข. โดยส่งเงินสะสมจากเงินเดือนและได้รับเงินสมทบ รวมทั้งผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวในแต่ละเดือน
เงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ดังกล่าว ไม่ใช่ความคาดหวังหรือความคาดหมายว่าจะได้ทรัพย์สิน แต่เป็นสิทธิที่มีอยู่แล้ว เมื่อสิทธิเกิดขึ้นในระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 (1)
โจทก์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งกึ่งหนึ่งในส่วนเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันจดทะเบียนสมรสถึงวันฟ้องหย่า
ส่วนเงินอื่นที่จำเลยที่ 1 จะพึงได้รับก็ต่อเมื่อพ้นจากสมาชิกภาพ กบข. ในขณะฟ้องหย่าสิทธิที่จะได้รับเงินส่วนนั้นยังไม่เกิดขึ้นและไม่แน่นอนว่าจะได้รับหรือไม่ จึงยังฟังไม่ได้ว่าเป็นสินสมรส
เงินบำนาญของจำเลยที่ 1 ได้รับเมื่อเกษียณอายุราชการ ซึ่งเป็นการได้รับภายหลังจากฟ้องคดีแล้ว และจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวก่อนวันฟ้อง
มาตรา 1532 (ข) กำหนดว่า หากเป็นการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล ส่วนที่บังคับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยามีผลย้อนหลังไปถึงวันฟ้องหย่า
เมื่อเงินบำนาญเป็นทรัพย์สินที่ได้มาหลังวันฟ้อง โจทก์จึง ไม่มีสิทธิขอแบ่งเงินบำนาญดังกล่าวในคดีนี้
อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ด้วยว่า โจทก์จะมีสิทธิในเงินบำนาญของจำเลยที่ 1 หรือไม่อย่างไร ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
จำเลยที่ 1 ฎีกาเกี่ยวกับการให้โจทก์ร่วมรับผิดในหนี้เกี่ยวกับสินสมรส และให้โจทก์ชดใช้กรณีจำหน่ายกองทุนไปเพื่อประโยชน์ฝ่ายเดียว
แต่จำเลยที่ 1 มิได้บรรยายและมีคำขอในเรื่องดังกล่าวไว้ในคำให้การและฟ้องแย้ง ข้อฎีกาจึงเป็นเรื่องนอกฟ้องแย้งและเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย
ผลคดี
ศาลฎีกาพิพากษาแก้ โดยสาระสำคัญให้
- จำเลยที่ 1 แบ่งเงินฝากแก่โจทก์จำนวน 2,572.97 บาท
- จำเลยที่ 1 แบ่งสิทธิ กบข. ในส่วนเงินสะสม เงินสมทบ รวมทั้งผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง โดยคิดตั้งแต่วันจดทะเบียนสมรสจนถึงวันฟ้องหย่า
- ให้โจทก์แบ่งสิทธิกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแก่จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งเมื่อโจทก์พ้นสมาชิกภาพกองทุน โดยคิดตั้งแต่วันจดทะเบียนสมรสจนถึงวันฟ้อง
- ให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 แบ่งเงินประกันชีวิตให้อีกฝ่ายกึ่งหนึ่ง เป็นเงินคนละ 475,000 บาท
- ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้แบ่งเงินบำนาญของจำเลยที่ 1
- นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1)
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1), (4/2) และ (6)
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 (ข)
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1533
- ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง
- ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 252
- พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1
ฎีกาย่อ
เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่เกิดจากเงินสะสมจากเงินเดือน เงินสมทบจากนายจ้าง และผลประโยชน์ในแต่ละเดือน มิใช่เพียงความคาดหวังหรือความคาดหมายว่าจะได้ทรัพย์สิน แต่เป็นสิทธิของสมาชิกที่มีอยู่แล้ว เมื่อสิทธิเกิดขึ้นในระหว่างสมรสจึงเป็นสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) คู่สมรสอีกฝ่ายมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งกึ่งหนึ่งในส่วนที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันจดทะเบียนสมรสถึงวันฟ้องหย่า ส่วนที่เกิดหลังวันฟ้องต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เงินสะสม เงินสมทบและผลประโยชน์ในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ที่เกิดขึ้นระหว่างสมรสก็เป็นสิทธิที่มีอยู่แล้ว จึงเป็นสินสมรส แต่เงินอื่นที่สมาชิกจะได้รับก็ต่อเมื่อพ้นสมาชิกภาพ หากในวันฟ้องสิทธิยังไม่เกิดขึ้นและยังไม่แน่นอนว่าจะได้รับหรือไม่ ย่อมยังฟังไม่ได้ว่าเป็นสินสมรส
ส่วนเงินบำนาญที่สมาชิกได้รับเมื่อเกษียณอายุราชการภายหลังวันฟ้องหย่า และก่อนวันฟ้องยังไม่มีสิทธิได้รับ เมื่อผลทางทรัพย์สินของการหย่าโดยคำพิพากษามีผลย้อนหลังถึงวันฟ้องหย่าตามมาตรา 1532 (ข) คู่สมรสอีกฝ่ายจึงไม่มีสิทธิขอแบ่งเงินบำนาญดังกล่าวในคดีนี้ แต่จะมีสิทธิหรือไม่อย่างไรต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
นอกจากนี้ พฤติการณ์ที่สามีอยู่ร่วมกับหญิงอื่นอย่างใกล้ชิดทั้งกลางวันและกลางคืน ไปไหนมาไหนด้วยกันโดยเปิดเผย และเอื้ออาทรดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน เมื่อพิจารณาประกอบพยานหลักฐานในคดีแล้ว รับฟังได้ว่าเป็นการยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาและทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง ภริยาจึงมีสิทธิฟ้องหย่าและเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8321/2568
แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว
แหล่งที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำค้นที่เกี่ยวข้อง: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8321/2568, ฎีกา 8321/2568, สินสมรส, แบ่งสินสมรส, ฟ้องหย่า, เหตุหย่า, ยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา, อุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นฉันภริยา, ค่าทดแทนจากชู้, มาตรา 1523, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นสินสมรสหรือไม่, กบข. เป็นสินสมรสหรือไม่, เงินบำนาญเป็นสินสมรสหรือไม่, เงินสะสม, เงินสมทบ, ผลประโยชน์กองทุน, เงินหลังฟ้องหย่า, หุ้นและเงินฝากสินสมรส, ถอนเงินก่อนฟ้องหย่า, กฎหมายครอบครัว, กฎหมายสินสมรส