ฎีกาที่ 1678/2569

#ฎีกาศึกษา #ทนายความ

สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1678/2569

เรื่อง

ผู้ค้ำประกันเงินกู้สหกรณ์ทำหนังสือยินยอมให้หักเงินเดือนตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ มาตรา 42/1 เมื่อผู้กู้ผิดนัด สหกรณ์มีสิทธิแจ้งต้นสังกัดให้หักเงินของผู้ค้ำประกันโดยไม่ต้องบอกกล่าวก่อนหรือไม่ และเงินที่หักเป็นลาภมิควรได้หรือไม่

ประเด็นข้อกฎหมาย

เงินของผู้ค้ำประกันที่สหกรณ์แจ้งให้ต้นสังกัดหักไว้เพื่อชำระหนี้ตามการค้ำประกัน เป็นเงินที่สหกรณ์ได้รับโดยมีมูลอันจะอ้างตามกฎหมาย หรือเป็นลาภมิควรได้ที่ผู้ค้ำประกันมีสิทธิฟ้องเรียกคืน

โดยมีข้อกฎหมายสำคัญประกอบการวินิจฉัย ได้แก่

  • หนังสือยินยอมให้หักเงินตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 42/1 มีผลผูกพันผู้ค้ำประกันหรือไม่
  • พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 42/1 เป็นกฎหมายเฉพาะที่แตกต่างจาก ป.พ.พ. มาตรา 686 (ใหม่) หรือไม่
  • ก่อนแจ้งต้นสังกัดให้หักเงิน สหกรณ์ต้องบอกกล่าวผู้ค้ำประกันก่อนหรือไม่

ศาลฎีการะบุว่าปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการแรกคือ เงินที่จำเลยแจ้งให้ต้นสังกัดหักไว้นั้นเป็นลาภมิควรได้หรือไม่

ข้อเท็จจริง

โจทก์ทั้งสองเป็นสมาชิกของสหกรณ์จำเลยและรับราชการอยู่ในหน่วยงานทางการศึกษา

เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2556 ผู้กู้ทำสัญญากู้ยืมเงินจากสหกรณ์จำเลยจำนวน 2,100,000 บาท โดยมีโจทก์ทั้งสองกับพวกรวม 5 คนเป็นผู้ค้ำประกัน

โจทก์ทั้งสองสมัครใจทำสัญญาค้ำประกัน โดยมีข้อตกลงยอมรับผิดกับผู้กู้อย่างลูกหนี้ร่วม ยินยอมให้ผู้ให้กู้หักเงินรายได้จากหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อชำระหนี้ได้ทันทีเมื่อผู้กู้ผิดนัด สละสิทธิที่จะยกประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาขึ้นต่อสู้ และสละสิทธิเกี่ยงให้ผู้ให้กู้ไปเรียกชำระหนี้จากผู้กู้ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 688, 689 และ 690

สัญญาค้ำประกันดังกล่าวทำขึ้นก่อนพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2558

ในวันเดียวกันโจทก์ทั้งสองได้ทำหนังสือยินยอมให้หักเงินตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ มาตรา 42/1 โดยยินยอมให้ผู้บังคับบัญชาในหน่วยงานของรัฐหักเงินเดือน ค่าจ้าง หรือเงินอื่นใดที่ถึงกำหนดจ่ายแก่ตน เพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันที่มีต่อสหกรณ์ตามจำนวนที่สหกรณ์แจ้งไป จนกว่าหนี้หรือภาระผูกพันนั้นจะระงับสิ้นไป

ต่อมาผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้ สหกรณ์จำเลยแจ้งต้นสังกัดให้หักเงินของโจทก์ทั้งสองในฐานะผู้ค้ำประกัน ตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 ถึงวันที่ 28 เมษายน 2564 โดยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทั้งสองทราบก่อน

โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องเรียกเงินที่ถูกหักคืน โดยอ้างว่าเป็นลาภมิควรได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1678/2569 วินิจฉัยวางหลักว่า

โจทก์ทั้งสองสมัครใจทำสัญญาค้ำประกัน โดยมีข้อตกลงยอมรับผิดกับผู้กู้อย่างลูกหนี้ร่วม ยินยอมให้หักเงินรายได้จากหน่วยงานต้นสังกัดได้ทันทีเมื่อผู้กู้ผิดนัด และสละสิทธิบางประการตาม ป.พ.พ. มาตรา 688, 689 และ 690

เมื่อข้อตกลงดังกล่าวทำขึ้นก่อนกฎหมายแก้ไขเรื่องค้ำประกันมีผลใช้บังคับ ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน และมีผลผูกพันคู่สัญญาโดยชอบ

หนังสือยินยอมให้หักเงินที่โจทก์ทั้งสองทำไว้ตามมาตรา 42/1 แสดงถึงเจตนาของโจทก์ทั้งสองในฐานะผู้ค้ำประกันว่า ยินยอมให้สหกรณ์แจ้งหน่วยงานต้นสังกัดหักเงินที่ถึงกำหนดจ่ายแก่ตนเพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันที่มีต่อสหกรณ์

จึงเป็นการตกลงยินยอมตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 42/1 และโจทก์ทั้งสองต้องถูกผูกพันตามหนังสือยินยอมดังกล่าว ไม่อาจอ้างสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพื่อยกเว้นข้อผูกพันที่ตนได้ยินยอมไว้

พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 42/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติแตกต่างจาก ป.พ.พ. มาตรา 686 (ใหม่) โดยมีเจตนาบัญญัติเพิ่มเติมขึ้นเพื่อประโยชน์ต่อการดำเนินกิจการของสหกรณ์ให้สามารถลุล่วงไปได้ จึงมีลักษณะเป็นกฎหมายเฉพาะ และไม่อยู่ภายใต้บังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 686 (ใหม่)

ดังนั้น การที่สหกรณ์จะมีสิทธิแจ้งต้นสังกัดให้หักเงินของโจทก์ทั้งสองได้หรือไม่ ต้องพิจารณาตามเงื่อนไขของ พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 42/1 วรรคหนึ่ง

เมื่อผู้กู้ที่โจทก์ทั้งสองค้ำประกันเริ่มผิดนัดและมิได้ชำระหนี้แต่ละงวดจนครบตั้งแต่ก่อนปี 2560 และก่อนที่สหกรณ์จะเริ่มหักเงินจากโจทก์ทั้งสอง จึงถือว่าโจทก์ทั้งสองมีหนี้หรือภาระผูกพันที่ก่อให้เกิดสิทธิแก่สหกรณ์ในการแจ้งต้นสังกัดให้หักเงินตามมาตรา 42/1 แล้ว

ประกอบกับมาตรา 42/1 มิได้บัญญัติว่า ก่อนแจ้งให้หักเงินเพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพัน สหกรณ์ต้องบอกกล่าวผู้ค้ำประกันก่อน

สหกรณ์จึงไม่จำต้องบอกกล่าวโจทก์ทั้งสองให้ทราบก่อนที่จะแจ้งต้นสังกัดให้หักเงิน และสามารถอาศัยหนังสือยินยอมดังกล่าวแจ้งต้นสังกัดให้หักเงินเพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันตามการค้ำประกันได้

การหักเงินดังกล่าวจึงเป็นการหักเงินไว้โดยมีมูลอันจะอ้างตามกฎหมาย ไม่ใช่ลาภมิควรได้ที่โจทก์ทั้งสองจะฟ้องเรียกคืนได้

ผลคดี

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่าฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น จึงพิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาเป็นพับ

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406
  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686
  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 688
  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 689
  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 690
  • พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 42/1

ฎีกาย่อ

โจทก์ทั้งสองสมัครใจทำสัญญาค้ำประกันเงินกู้ โดยมีข้อตกลงยอมรับผิดกับผู้กู้อย่างลูกหนี้ร่วม ยินยอมให้ผู้ให้กู้หักเงินรายได้จากหน่วยงานต้นสังกัดชำระหนี้ได้ทันทีเมื่อผู้กู้ผิดนัด และสละสิทธิบางประการตาม ป.พ.พ. มาตรา 688, 689 และ 690 สัญญาดังกล่าวทำขึ้นก่อนกฎหมายแก้ไขเรื่องค้ำประกันมีผลใช้บังคับ ข้อตกลงจึงมีผลผูกพันคู่สัญญาโดยชอบ

โจทก์ทั้งสองยังได้ทำหนังสือยินยอมให้หักเงินตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 42/1 ยินยอมให้ต้นสังกัดหักเงินเดือนหรือเงินอื่นที่ถึงกำหนดจ่ายแก่ตนเพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันที่มีต่อสหกรณ์ จึงต้องผูกพันตามหนังสือยินยอมดังกล่าว

พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 42/1 วรรคหนึ่ง เป็นกฎหมายเฉพาะ ไม่อยู่ภายใต้บังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 686 (ใหม่) และมิได้บัญญัติให้สหกรณ์ต้องบอกกล่าวผู้ค้ำประกันก่อนแจ้งต้นสังกัดให้หักเงิน

เมื่อผู้กู้ผิดนัดและเกิดหนี้หรือภาระผูกพันตามการค้ำประกัน สหกรณ์จึงอาศัยหนังสือยินยอมแจ้งต้นสังกัดให้หักเงินของผู้ค้ำประกันได้โดยไม่จำต้องบอกกล่าวก่อน การหักเงินดังกล่าวมีมูลอันจะอ้างตามกฎหมาย ไม่เป็นลาภมิควรได้ที่ผู้ค้ำประกันจะฟ้องเรียกคืน

อ้างอิง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1678/2569

แหล่งที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

คำค้นที่เกี่ยวข้อง: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1678/2569, ฎีกาที่ 1678/2569, ผู้ค้ำประกันสหกรณ์, ค้ำประกันเงินกู้สหกรณ์, หักเงินเดือนผู้ค้ำประกัน, หนังสือยินยอมหักเงิน, พ.ร.บ.สหกรณ์ มาตรา 42/1, มาตรา 42/1, ป.พ.พ. มาตรา 686, ผู้ค้ำประกัน, กฎหมายค้ำประกัน, กฎหมายเฉพาะ, สหกรณ์หักเงินเดือน, ลาภมิควรได้, ผู้กู้ผิดนัด

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า