สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7775/2568
เรื่อง
ไม้ของกลางจำนวน 47 ท่อน แต่มีปริมาตรรวมเพียง 1.81 ลูกบาศก์เมตร ถือเป็นไม้ต้นหรือไม้ท่อนเกิน 20 ท่อนตามบทที่มีโทษหนักขึ้นหรือไม่
ประเด็นข้อกฎหมาย
ไม้หวงห้ามที่จำเลยทำและมีไว้ในครอบครอง แม้มีจำนวนรวมกันถึง 47 ท่อน แต่มีปริมาตรรวมเพียง 1.81 ลูกบาศก์เมตร จะถือเป็น “ไม้ต้นหรือไม้ท่อนรวมกันเกิน 20 ต้นหรือท่อน” อันเข้าองค์ประกอบความผิดตามบทที่มีโทษหนักขึ้นหรือไม่
นอกจากนี้ พฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยหรือไม่
ข้อเท็จจริง
เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2566 เวลากลางวัน จำเลยเข้าไปในบริเวณป่าแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ แล้วตัด ฟัน โค่น ลิด และเลื่อยไม้หวงห้ามออกจากต้น ก่อนตัดทอนออกเป็นท่อน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่
ไม้ที่ตรวจยึดได้ประกอบด้วย
ไม้กระถินป่า 11 ท่อน ปริมาตร 0.55 ลูกบาศก์เมตร
ไม้อ้อยช้าง 25 ท่อน ปริมาตร 0.73 ลูกบาศก์เมตร
ไม้หัวแมงวัน 11 ท่อน ปริมาตร 0.53 ลูกบาศก์เมตร
รวมไม้ทั้งหมด 47 ท่อน ปริมาตรรวม 1.81 ลูกบาศก์เมตร
จำเลยนำไม้ดังกล่าวบรรทุกใส่รถบรรทุกไทยประดิษฐ์หรือรถอีแต๋น เพื่อชักลากออกจากป่า ต่อมาเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมจำเลยและยึดไม้กับรถไว้เป็นของกลาง
การกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติ คิดเป็นเงิน 22,225 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ
คำวินิจฉัยศาลฎีกา
ไม้จำนวน 47 ท่อนเข้าเกณฑ์บทที่มีโทษหนักขึ้นหรือไม่
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บทบัญญัติที่กำหนดโทษหนักขึ้นสำหรับการทำไม้หรือมีไม้ต้นหรือไม้ท่อนรวมกันเกิน 20 ต้นหรือท่อนนั้น
“ขนาดของไม้ต้นหรือท่อนจะต้องมีขนาดใหญ่พอควร พอที่จะถือว่าเป็นไม้ต้นหรือไม้ท่อนได้”
คดีนี้ แม้ไม้ที่จำเลยทำและมีไว้ในครอบครองจะมีจำนวนรวมกันถึง 47 ท่อน แต่ไม้ทั้งหมดมีปริมาตรรวมเพียง 1.81 ลูกบาศก์เมตร แสดงว่าไม้หวงห้ามดังกล่าวเป็น เศษไม้เล็กไม้น้อย มีลักษณะเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ไม่มีลักษณะเป็นต้นหรือท่อนตามความหมายของกฎหมาย
จึงไม่อาจลงโทษจำเลยตามบทที่มีโทษหนักขึ้น ได้แก่
พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 69 วรรคสอง (2)
พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 73 วรรคสอง (2)
พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 31 วรรคสอง (2)
จำเลยคงมีความผิดตามบททั่วไป ได้แก่
พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 69 วรรคหนึ่ง
พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 73 วรรคหนึ่ง
พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง
ศาลฎีกาหยิบยกปัญหาขึ้นวินิจฉัยเองได้หรือไม่
สำหรับความผิดฐานมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครอง แม้จำเลยไม่ได้ยกปัญหาขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกหรือไม่
ศาลฎีกาพิจารณาว่า
ไม้ทั้งหมดมีปริมาตรรวมเพียง 1.81 ลูกบาศก์เมตร
ความเสียหายมีมูลค่าเพียง 22,225 บาท
ไม้ของกลางไม่ใช่ไม้เศรษฐกิจที่มีค่าหรือราคาสูง เช่น ไม้สักหรือไม้พะยูง
พฤติการณ์แห่งคดีจึงยังไม่ร้ายแรงมากนัก
จำเลยให้การรับสารภาพทั้งในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณา แสดงว่ารู้สำนึกในความผิด
จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน และมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง
จำเลยยังอยู่ในวิสัยที่จะแก้ไขฟื้นฟูให้กลับตนเป็นพลเมืองดีได้ การรอการลงโทษจำคุกจึงน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมโดยส่วนรวมมากกว่าการนำตัวไปจำคุก
ผลคดี
ศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้ลงโทษปรับจำเลยดังนี้
ฐานทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 50,000 บาท
ฐานมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 40,000 บาท
จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงปรับรวม 45,000 บาท
เมื่อรวมกับโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว เป็น
จำคุก 12 เดือน และปรับ 45,000 บาท
ให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี และคุมความประพฤติจำเลยเป็นเวลา 1 ปี โดยกำหนดให้
รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 ครั้ง
ทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์เกี่ยวกับการอนุรักษ์ รักษา และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำนวน 30 ชั่วโมง
หากไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และมาตรา 30 และให้จ่ายเงินสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับฐานมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
สรุป
แม้ไม้ของกลางจะมีจำนวนถึง 47 ท่อน แต่เมื่อมีปริมาตรรวมเพียง 1.81 ลูกบาศก์เมตร และเป็นเศษไม้หรือชิ้นไม้ขนาดเล็ก จึงไม่ถือเป็นไม้ต้นหรือไม้ท่อนเกิน 20 ท่อนตามบทที่มีโทษหนักขึ้น จำเลยมีความผิดเพียงตามบททั่วไป และศาลฎีกาให้รอการลงโทษจำคุก เนื่องจากพฤติการณ์ยังไม่ร้ายแรงมากนัก
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11, มาตรา 69, มาตรา 73 และมาตรา 74 จัตวา
พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14 และมาตรา 31
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, มาตรา 30, มาตรา 56, มาตรา 78, มาตรา 90 และมาตรา 91
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
ฎีกาย่อ
จำเลยทำไม้และทำอันตรายด้วยประการใด ๆ แก่ไม้กระถินป่า ไม้อ้อยช้าง และไม้หัวแมงวัน แล้วตัดทอนออกเป็นท่อน ได้ไม้กระถินป่า 11 ท่อน ปริมาตร 0.55 ลูกบาศก์เมตร ไม้อ้อยช้าง 25 ท่อน ปริมาตร 0.73 ลูกบาศก์เมตร และไม้หัวแมงวัน 11 ท่อน ปริมาตร 0.53 ลูกบาศก์เมตร อันเป็นไม้หวงห้ามซึ่งขึ้นอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และมีไม้หวงห้ามดังกล่าวอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาต แม้จำนวนไม้ที่จำเลยทำไม้และมีไว้ในครอบครองจะมีจำนวนรวมกันถึง 47 ท่อน แต่ไม้ทั้งหมดมีปริมาตรรวมกันเพียง 1.81 ลูกบาศก์เมตร แสดงว่าไม้หวงห้ามดังกล่าวเป็นเศษไม้เล็กไม้น้อย อันมีลักษณะเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ไม่มีลักษณะเป็นต้นหรือท่อนตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 69 วรรคสอง (2), มาตรา 73 วรรคสอง (2) และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 31 วรรคสอง (2) กรณีไม่อาจลงโทษจำเลยตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ จำเลยคงมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 69 วรรคหนึ่ง, มาตรา 73 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง
อ้างอิง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7775/2568
ที่มา: เนติบัณฑิตยสภา