คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อผ.71/2569

#ฎีกาศึกษา #ทนายความ

สรุปคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อผ.71/2569

เรื่อง
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรในการตัดต้นไม้ในที่สาธารณประโยชน์หรือไม่

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

ประเด็นข้อกฎหมาย

การที่เจ้าของที่ดินร้องขอให้องค์การบริหารส่วนตำบลตัดต้นไม้ซึ่งปลูกหรือขึ้นอยู่ในที่สาธารณประโยชน์ และมีกิ่ง ก้าน หรือรากรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของตน แต่หน่วยงานยังไม่ได้ตัดต้นไม้ทั้งหมดตามคำร้อง จะถือว่าองค์การบริหารส่วนตำบลละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรหรือไม่

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

ข้อเท็จจริง

ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดิน 2 แปลง และได้รังวัดที่ดินเพื่อเตรียมปลูกบ้านและก่อสร้างรั้ว ต่อมาพบว่า มีต้นไม้หลายต้นปลูกหรือขึ้นอยู่บริเวณริมทางในที่สาธารณประโยชน์ใกล้กับแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี

กิ่ง ก้าน และรากของต้นไม้บางต้นรุกล้ำเข้าไปในที่ดิน ทำให้เกิดอุปสรรคต่อการก่อสร้างรั้ว การขนย้ายวัสดุก่อสร้าง และการนำรถยนต์เข้าออกบ้าน โดยต้นไม้บางต้นขึ้นกีดขวางบริเวณประตูทางเข้าบ้านด้วย

ผู้ฟ้องคดีจึงยื่นหนังสือต่อองค์การบริหารส่วนตำบล ขอให้ดำเนินการตัดต้นไม้ที่รุกล้ำและก่อความเดือดร้อน

ภายหลังได้รับเรื่องร้องเรียน องค์การบริหารส่วนตำบลได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ลงพื้นที่ตรวจสอบ และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการป่าไม้ เนื่องจากต้นไม้บางต้นเป็นไม้หวงห้าม ซึ่งไม่อาจตัดได้ทันทีโดยปราศจากการตรวจสอบและการอนุญาตตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ผู้ฟ้องคดีเห็นว่ายังไม่ได้รับการแก้ไขตามคำร้อง และต้องการให้ตัดต้นไม้ตลอดแนวเขตที่ดิน จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง ขอให้ศาลสั่งให้องค์การบริหารส่วนตำบลตัดต้นไม้และนำต้นไม้ที่ตัดแล้วออกจากบริเวณดังกล่าว

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

คำวินิจฉัยศาลปกครองสูงสุด

สถานะของที่สาธารณประโยชน์และต้นไม้

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ที่สาธารณประโยชน์บริเวณบึงหรือหนองน้ำดังกล่าวเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน

ส่วนต้นไม้ที่ปลูกหรือขึ้นอยู่ในที่ดิน ย่อมเป็นส่วนควบของที่ดินนั้น

ดังนั้น องค์การบริหารส่วนตำบลในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงมีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์ รวมทั้งดูแลต้นไม้ในบริเวณดังกล่าวให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย และไม่ก่อความเดือดร้อนหรืออันตรายแก่ประชาชน โดยมีหน้าที่ร่วมกับนายอำเภอในการดูแลและคุ้มครองที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินด้วย

การตัดไม้ต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย

แม้องค์การบริหารส่วนตำบลจะมีหน้าที่ดูแลต้นไม้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถตัดต้นไม้ได้ทันทีทุกกรณี

ต้นไม้ที่เกี่ยวข้องในคดีมีทั้งไม้สักและไม้ประดู่ ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามตามกฎหมาย การดำเนินการจึงต้องมีการตรวจสอบพื้นที่ จัดทำบัญชีไม้ จัดทำแผนที่แสดงตำแหน่งต้นไม้ ประสานหน่วยงานที่รับผิดชอบ และขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจก่อนตัด

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า องค์การบริหารส่วนตำบลได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ลงพื้นที่ตรวจสอบ ประสานหน่วยงานด้านป่าไม้ และดำเนินการขออนุญาตตามขั้นตอนแล้ว จึงไม่ใช่กรณีที่หน่วยงานปล่อยเรื่องไว้โดยมิได้ดำเนินการใด

ระยะเวลาที่ใช้ยังไม่ล่าช้าเกินสมควร

ช่วงเวลาตั้งแต่ผู้ฟ้องคดียื่นหนังสือร้องเรียนจนถึงวันที่องค์การบริหารส่วนตำบลแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงประมาณ 98 วัน

ส่วนช่วงเวลาตั้งแต่มีหนังสือขออนุญาตตัดไม้จนถึงวันที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพื้นที่ประมาณ 137 วัน หรือประมาณ 4 เดือนครึ่ง

ศาลเห็นว่า ต้นไม้ที่ขอให้ตัดมีหลายชนิด และบางต้นเป็นไม้หวงห้าม จึงจำเป็นต้องประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบพื้นที่ จัดทำบัญชีไม้และแผนที่แสดงตำแหน่งต้นไม้ ก่อนเสนอให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจพิจารณาอนุญาต ระยะเวลาดังกล่าวจึงเป็นระยะเวลาตามปกติของการติดต่อประสานงานระหว่างหน่วยงานของรัฐ

ยิ่งกว่านั้น ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องต่อศาลภายหลังจากวันที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพื้นที่และต้นไม้เพียง 4 วัน จึงยังไม่อาจถือได้ว่าองค์การบริหารส่วนตำบลละเลยต่อหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร

ไม่จำเป็นต้องตัดต้นไม้ทั้งหมดตามคำร้อง

ผลการตรวจสอบพบว่า ต้นไม้ที่ผู้ฟ้องคดีร้องขอให้ดำเนินการมีจำนวนหลายต้น แต่มีเพียงไม้สักบางต้นที่กีดขวางถนนและแนวรั้วของผู้ฟ้องคดี ส่วนต้นไม้อื่นไม่ได้กีดขวางทางสัญจรหรือแนวรั้วตามที่กล่าวอ้าง

การพิจารณาว่าจะตัดต้นไม้ต้นใดจึงต้องอาศัยข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบพื้นที่ ไม่ใช่ต้องตัดต้นไม้ทั้งหมดตามจำนวนที่ผู้ฟ้องคดีร้องขอ

การดำเนินการตามผลตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโดยตรง จึงไม่ถือว่าเป็นการละเลยต่อหน้าที่เพราะไม่ได้ตัดต้นไม้ทั้งหมดตลอดแนวเขตที่ดิน

หน้าที่ดูแลต้นไม้ยังคงมีอยู่

แม้ในขณะยื่นฟ้องจะยังไม่ถือว่าองค์การบริหารส่วนตำบลละเลยต่อหน้าที่ แต่หน่วยงานยังคงมีหน้าที่ดูแลรักษาต้นไม้ในที่สาธารณประโยชน์ให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยและปลอดภัย

หน่วยงานอาจดำเนินการตัด ราน หรือลิดกิ่ง ก้าน ใบ หรือรากของต้นไม้ที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินเอกชน รวมทั้งจัดการกับต้นไม้ที่มีสภาพไม่ปลอดภัยหรืออาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ประชาชนตามสมควรแก่กรณี

หากต่อมาหน่วยงานไม่ดูแลรักษาต้นไม้จนเกิดความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย ทรัพย์สิน หรือสิทธิของบุคคล ผู้ได้รับความเสียหายย่อมมีสิทธิฟ้องเป็นคดีใหม่ เพื่อให้หน่วยงานรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรได้

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

ผลคดี

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ขณะผู้ฟ้องคดียื่นฟ้อง องค์การบริหารส่วนตำบลได้ดำเนินการตรวจสอบ ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และขออนุญาตตัดไม้ตามขั้นตอนของกฎหมายแล้ว

จึงยังไม่ถือว่าองค์การบริหารส่วนตำบลละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร

ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น ให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

สรุป

องค์การบริหารส่วนตำบลมีหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์และต้นไม้ที่ปลูกหรือขึ้นอยู่ในบริเวณดังกล่าวให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยและปลอดภัย

แต่หากต้นไม้เป็นไม้หวงห้าม หน่วยงานไม่อาจตัดได้ทันที ต้องตรวจสอบพื้นที่ จัดทำบัญชีและแผนที่ต้นไม้ ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจก่อน

ดังนั้น การที่หน่วยงานยังไม่ตัดต้นไม้ทันที จึงไม่ได้หมายความว่าเป็นการละเลยต่อหน้าที่เสมอไป ต้องพิจารณาว่าได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายภายในระยะเวลาที่สมควรหรือไม่

อย่างไรก็ตาม หน้าที่ดูแลต้นไม้ยังคงมีอยู่ หากภายหลังปล่อยปละละเลยจนเกิดความเสียหาย ผู้เสียหายย่อมมีสิทธิฟ้องคดีใหม่ได้

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

คำพิพากษาย่อ

ที่สาธารณประโยชน์เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน และต้นไม้ที่ปลูกหรือขึ้นอยู่ในที่ดินเป็นส่วนควบของที่ดิน องค์การบริหารส่วนตำบลจึงมีหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์และต้นไม้ให้เรียบร้อยและปลอดภัย แต่เมื่อต้นไม้บางต้นเป็นไม้หวงห้าม การตัดต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย เมื่อหน่วยงานได้แต่งตั้งคณะกรรมการ ลงพื้นที่ตรวจสอบ ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และดำเนินการขออนุญาตแล้ว ระยะเวลาที่ใช้ยังอยู่ในวิสัยของการดำเนินงานตามปกติ จึงไม่ถือว่าละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร อย่างไรก็ตาม หากต่อมาหน่วยงานไม่ดูแลต้นไม้จนเกิดความเสียหาย ผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องคดีใหม่ได้

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 145

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337

พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 11

พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มาตรา 67 และมาตรา 68

พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 มาตรา 16

พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 มาตรา 122 วรรคหนึ่ง

กฎหมายและระเบียบเกี่ยวกับการขออนุญาตตัดไม้หวงห้าม

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

อ้างอิง

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อผ.71/2569
วันที่ 30 เมษายน 2569

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

คำค้น

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อผ.71/2569, ต้นไม้รุกล้ำที่ดิน, ต้นไม้ในที่สาธารณประโยชน์, ไม้หวงห้าม, องค์การบริหารส่วนตำบล, ละเลยต่อหน้าที่, ปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร, สาธารณสมบัติของแผ่นดิน, ต้นไม้เป็นส่วนควบของที่ดิน, ฟ้องคดีปกครอง

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า