สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2276/2568
เรื่อง
การพักชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อ การผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ ผลต่อความรับผิดของผู้ค้ำประกัน และสิทธิเรียกดอกเบี้ยระหว่างพักชำระหนี้
ประเด็นข้อกฎหมาย
การพักชำระหนี้ค่าเช่าซื้อเป็นเวลา 6 เดือน ซึ่งมีผลทำให้กำหนดชำระหนี้ตามสัญญาเลื่อนออกไป เป็นการผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 700 หรือไม่
เมื่อไม่ปรากฏหลักฐานที่มีลายมือชื่อของผู้ค้ำประกันแสดงว่าได้ตกลงในการผ่อนเวลาด้วย ผู้ค้ำประกันยังต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้หรือไม่
เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยที่คิดเพิ่มเติมในระหว่างพักชำระหนี้หรือไม่
ข้อเท็จจริง
เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2561 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากธนาคารโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน
ต่อมา เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โจทก์ให้พักชำระหนี้ค่าเช่าซื้อจำนวน 6 งวด ตั้งแต่งวดเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึงงวดเดือนกรกฎาคม 2563 และให้เริ่มชำระค่าเช่าซื้ออีกครั้งตั้งแต่งวดเดือนสิงหาคม 2563 เป็นต้นไป
การพักชำระหนี้ดังกล่าวมีผลขยายระยะเวลาชำระหนี้ตั้งแต่งวดเดือนกุมภาพันธ์ 2563 จนถึงงวดสุดท้ายออกไป 6 เดือน ทำให้กำหนดชำระหนี้ตามสัญญาเสร็จสิ้นในเดือนพฤษภาคม 2568 โดยในระหว่างพักชำระหนี้ โจทก์ยังคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12.09 ต่อปี
ต่อมาจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ได้เพียง 21 งวดเศษ แล้วผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 22 ซึ่งครบกำหนดวันที่ 10 มกราคม 2564 เป็นเวลา 3 งวดติดต่อกัน
โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยทั้งสองโดยชอบแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์จึงฟ้องขอให้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทน พร้อมเรียกค่าขาดประโยชน์และดอกเบี้ยระหว่างพักชำระหนี้จำนวน 14,422.22 บาท
คำวินิจฉัยศาลฎีกา
การพักชำระหนี้เป็นการผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 พักชำระหนี้ตั้งแต่งวดเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึงงวดเดือนกรกฎาคม 2563 และให้เริ่มชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดเดือนสิงหาคม 2563 เป็นต้นไป มีผลขยายระยะเวลาชำระหนี้ค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึงงวดสุดท้ายออกไป 6 เดือน
แม้โจทก์จะดำเนินการตามมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ของธนาคารแห่งประเทศไทย แต่โจทก์ไม่ได้ดำเนินการให้จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันตกลงในการผ่อนเวลาด้วย
ประกอบกับในระหว่างพักชำระหนี้ต้นเงิน โจทก์ยังคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12.09 ต่อปี จึงบ่งชี้อย่างชัดแจ้งว่าเป็นการผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 700
ผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิด
จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันหนี้อันจะต้องชำระ ณ เวลามีกำหนดแน่นอน เมื่อเจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีหลักฐานที่มีลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 มาแสดง หรือจำเลยที่ 2 ตกลงในการผ่อนเวลาด้วย จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์
ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ฎีกาของโจทก์ในประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น
ผู้ให้เช่าซื้อไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยระหว่างพักชำระหนี้
ในระหว่างพักชำระหนี้ โจทก์ยังคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12.09 ต่อปี รวมเป็นเงิน 14,422.22 บาท
ศาลฎีกาเห็นว่า ดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นผลประโยชน์เพิ่มเติมนอกเหนือจากที่โจทก์คิดขณะทำสัญญาเช่าซื้อจำนวน 193,067.66 บาท ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของราคาเช่าซื้อที่ผู้เช่าซื้อต้องชำระในแต่ละงวด และเป็นค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน
เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน คู่กรณีแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อจึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยระหว่างพักชำระหนี้ดังกล่าว
ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฎีกาของโจทก์ในประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น
ผลคดี
ศาลฎีกาพิพากษายืน
จำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 330,600 บาท โดยคำขอเรียกดอกเบี้ยระหว่างพักชำระหนี้จำนวน 14,422.22 บาท ให้ยก
ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันให้ยกฟ้อง และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
สรุป
การพักชำระหนี้ค่าเช่าซื้อซึ่งมีผลทำให้กำหนดชำระหนี้ตามสัญญาขยายออกไป 6 เดือน เป็นการผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 700
เมื่อหนี้ที่ค้ำประกันเป็นหนี้อันจะต้องชำระ ณ เวลามีกำหนดแน่นอน และไม่ปรากฏหลักฐานที่มีลายมือชื่อของผู้ค้ำประกันแสดงว่าได้ตกลงในการผ่อนเวลาด้วย ผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้
ส่วนดอกเบี้ยที่ผู้ให้เช่าซื้อคิดเพิ่มในระหว่างพักชำระหนี้ เป็นผลประโยชน์เพิ่มเติมนอกเหนือจากที่คิดขณะทำสัญญาเช่าซื้อ และเป็นค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเลิกกัน เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน ผู้ให้เช่าซื้อจึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยดังกล่าว เพราะคู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามมาตรา 391 วรรคหนึ่ง
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 391 ผลของการเลิกสัญญาและการกลับคืนสู่ฐานะเดิม
มาตรา 700 ผลของการที่เจ้าหนี้ผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ต่อความรับผิดของผู้ค้ำประกัน
ฎีกาย่อ
การที่โจทก์พักชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 งวดเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึงงวดเดือนกรกฎาคม 2563 เป็นเวลา 6 เดือน แต่โจทก์ยังคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12.09 ต่อปี ในระหว่างการพักชำระหนี้เป็นเงินรวม 14,422.22 บาท ดอกเบี้ยดังกล่าวจึงเป็นผลประโยชน์เพิ่มเติมนอกเหนือจากที่โจทก์คิดขณะทำสัญญาเช่าซื้อจำนวน 193,067.66 บาท ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของราคาเช่าซื้อที่ผู้เช่าซื้อต้องชำระในแต่ละงวด และเป็นค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน คู่กรณีแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ดังนั้น โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อจึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในระหว่างพักชำระหนี้อันเป็นค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกันได้
อ้างอิง: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2276/2568
แหล่งที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำค้น: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2276/2568, พักชำระหนี้, ผ่อนเวลาให้ลูกหนี้, ผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิด, สัญญาเช่าซื้อรถยนต์, ดอกเบี้ยระหว่างพักชำระหนี้, มาตรา 391, มาตรา 700, พักหนี้ช่วงโควิด-19, ค่าเช่าซื้อค้างชำระ