สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7724/2568
มติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา
เรื่อง
พยายามฆ่าผู้อื่น การมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และการพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหรือหมู่บ้านโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร
ประเด็นข้อกฎหมาย
การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงไปทางผู้เสียหายในระยะใกล้ แต่กระสุนไม่ถูกผู้เสียหาย และจำเลยไม่ได้ยิงซ้ำอีกทั้งที่ยังมีโอกาส จะรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายหรือไม่
การที่จำเลยหยิบอาวุธปืนของผู้อื่นมาใช้งาน โดยยึดถืออาวุธปืนนั้นเพื่อตนเพียงชั่วขณะเดียว ขณะที่เจ้าของอาวุธปืนอยู่ร่วมในที่เกิดเหตุ จะถือว่าเป็นการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองของจำเลยหรือไม่
การที่จำเลยเดินทางมากับรถซึ่งมีอาวุธปืนของเจ้าของรถเก็บอยู่ภายในรถ และต่อมาจำเลยนำอาวุธปืนออกจากรถเข้ามาในบ้านของผู้อื่น จะเป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหรือหมู่บ้านในช่วงใด
ข้อเท็จจริง
จำเลย ผู้เสียหาย และนาย ส. เป็นเพื่อนกันมาประมาณ 10 ปี ก่อนเกิดเหตุจำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถกระบะแทนผู้เสียหาย เนื่องจากผู้เสียหายไม่มีความน่าเชื่อถือทางการเงินและไม่สามารถทำสัญญาเช่าซื้อได้เอง โดยตกลงกันว่าผู้เสียหายจะเป็นผู้ชำระค่าเช่าซื้อ
ต่อมาผู้เสียหายผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อประมาณ 6 งวด ทำให้บริษัทผู้ให้เช่าซื้อมีหนังสือทวงถามมายังจำเลย จำเลยทวงถามผู้เสียหายแล้วแต่ผู้เสียหายเพิกเฉย
วันเกิดเหตุ จำเลยไปปรึกษานาย ส. เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว และชวนนาย ส. ไปยังบ้านผู้เสียหาย โดยจำเลยเป็นผู้ขับรถกระบะของนาย ส. และนาย ส. นั่งโดยสารไปด้วย
เมื่อถึงบ้านผู้เสียหาย จำเลย ผู้เสียหาย และนาย ส. นั่งดื่มสุราร่วมกัน จำเลยบอกให้ผู้เสียหายนำรถกระบะที่ใช้ชื่อจำเลยทำสัญญาเช่าซื้อไปคืนโดยเร็ว เพราะจำเลยถูกบริษัทผู้ให้เช่าซื้อทวงถาม จากนั้นจำเลยกับผู้เสียหายเกิดโต้เถียงกัน
จำเลยลุกออกจากวงสนทนา เดินกลับไปที่รถกระบะ แล้วนำอาวุธปืนพกลูกโม่ขนาด .38 ซึ่งเป็นของนาย ส. กลับเข้ามา ก่อนใช้อาวุธปืนยิงออกไป 2 นัด กระสุนไม่ถูกผู้เสียหาย แต่ไปถูกตู้กับข้าวซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังเยื้องกับผู้เสียหาย
ภายหลังบุตรเลี้ยงของผู้เสียหายใช้ท่อนไม้ตีจำเลย และเกิดการยื้อแย่งอาวุธปืนกันจนปืนลั่นขึ้นอีก 2 ถึง 3 นัด แสดงว่าภายหลังจำเลยยิงไปแล้ว 2 นัด ในลูกโม่ยังมีกระสุนปืนเหลืออยู่
คำวินิจฉัยศาลฎีกา
ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยกับผู้เสียหายเป็นเพื่อนกันมาประมาณ 10 ปี และมีความสนิทสนมกันถึงขนาดที่จำเลยยอมทำสัญญาเช่าซื้อรถกระบะแทนผู้เสียหาย
สาเหตุที่จำเลยใช้อาวุธปืนเกิดจากการที่ผู้เสียหายไม่ชำระค่าเช่าซื้อ ทำให้จำเลยถูกบริษัทผู้ให้เช่าซื้อติดตามทวงถาม วันเกิดเหตุจำเลยตั้งใจไปเจรจาและทวงถามให้ผู้เสียหายชำระค่าเช่าซื้อและนำรถไปคืน มิใช่เหตุร้ายแรงถึงขนาดที่จำเลยจะต้องเอาชีวิตผู้เสียหาย
เมื่อไปถึงบ้านผู้เสียหาย จำเลยไม่ได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายในทันที แต่กลับนั่งดื่มสุราร่วมกันก่อน แล้วจึงพูดคุยเรื่องรถกระบะจนเกิดการโต้เถียงและนำไปสู่การใช้อาวุธปืน
จำเลยกับผู้เสียหายนั่งห่างกันประมาณ 2 ช่วงแขน แต่หากจำเลยเหยียดมือที่ถือปืนออกไป ปลายกระบอกปืนกับตัวผู้เสียหายจะห่างกันไม่เกิน 1 ช่วงแขน แทบเรียกได้ว่าเป็นการจ่อยิง หากจำเลยประสงค์จะเอาชีวิตผู้เสียหายก็สามารถยิงให้ถูกได้ไม่ยาก
ขณะที่จำเลยเล็งและยิงปืน ผู้เสียหายไม่ได้หลบ แต่ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม พฤติการณ์ดังกล่าวทำให้น่าเชื่อว่าผู้เสียหายเห็นว่าจำเลยไม่น่าจะยิงตนจริง แต่เพียงนำปืนออกมาจ้องขู่เท่านั้น
นอกจากนี้ ภายหลังจำเลยยิงปืน 2 นัดแล้ว จำเลยลดอาวุธปืนลงวางที่ขา เหตุการณ์ยิงได้ยุติลงก่อนที่จะเกิดการยื้อแย่งปืน และปรากฏว่าภายในลูกโม่ยังมีกระสุนปืนอยู่ หากจำเลยประสงค์ต่อชีวิตผู้เสียหายจริง จำเลยสามารถยิงซ้ำได้อีกหลายนัด เพราะผู้เสียหายยังคงนั่งอยู่ที่เดิมและไม่ได้หลบหนี
การที่จำเลยจ่อยิงผู้เสียหายในระยะใกล้ แต่กระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหาย และจำเลยไม่ได้ยิงซ้ำอีกทั้งที่ยังมีโอกาส แม้ทิศทางกระสุนจะไปถูกตู้กับข้าวซึ่งอยู่ด้านหลังเยื้องกับผู้เสียหาย ก็ยังไม่ทำให้สิ้นสงสัยว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย
พยานหลักฐานโจทก์จึงยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง
ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น
ความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง
ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 4 (6) ให้นิยามคำว่า “มี” หมายความว่า มีกรรมสิทธิ์หรือมีไว้ในครอบครอง
เมื่อคำว่า “มีไว้ในครอบครอง” มิได้มีบทนิยามบัญญัติให้ความหมายไว้เป็นพิเศษ จึงต้องใช้ความหมายตามถ้อยคำธรรมดา ไม่อาจนำหลักกฎหมายทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้ได้ เนื่องจากการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองเป็นการกระทำความผิดอาญา ซึ่งต้องตีความโดยเคร่งครัด
การพิจารณาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองหรือไม่ ต้องพิจารณาจากเจตนาภายในอันเป็นองค์ประกอบความผิดของการกระทำเป็นสำคัญด้วย
การที่จำเลยลุกออกจากวงสนทนาขณะเกิดการโต้เถียง เดินไปที่รถกระบะ และนำอาวุธปืนของนาย ส. ออกมายิงข่มขู่ผู้เสียหาย ถือว่าจำเลยมีเจตนาจะใช้ประโยชน์จากอาวุธปืนนั้นแล้ว
การหยิบอาวุธปืนมาเพื่อใช้งาน โดยยึดถืออาวุธปืนดังกล่าวเพื่อตน แม้เป็นเพียงชั่วขณะเดียว และแม้เจ้าของอาวุธปืนผู้ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนจะอยู่ร่วมในที่เกิดเหตุด้วย ก็ถือว่าเป็นการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองของตน
แม้จำเลยไม่มีเจตนายึดถืออาวุธปืนนั้นอย่างเป็นเจ้าของ ก็ไม่ทำให้การกระทำไม่เป็นความผิด
จำเลยจึงมีความผิดฐานมีอาวุธปืนซึ่งเป็นของผู้อื่นที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย และเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต
ความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหรือหมู่บ้าน
ในช่วงที่จำเลยขับรถกระบะของนาย ส. ไปยังบ้านผู้เสียหาย นาย ส. ซึ่งเป็นเจ้าของอาวุธปืนเป็นผู้นำอาวุธปืนติดตัวมา โดยเก็บไว้ในรถกระบะของตน
ไม่ปรากฏว่าจำเลยรู้เห็นถึงการมีอยู่ของอาวุธปืนนั้นหรือไม่ และการครอบครอง ควบคุม และเคลื่อนย้ายอาวุธปืนในช่วงดังกล่าวยังเป็นของนาย ส. ผู้เป็นเจ้าของ
การกระทำของจำเลยในช่วงเดินทางจึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาพาอาวุธปืน และยังไม่เป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร
อย่างไรก็ตาม หากจำเลยไม่นำอาวุธปืนออกจากรถกระบะ อาวุธปืนก็จะยังคงอยู่ภายในรถและไม่อาจนำมาใช้เป็นภยันตรายต่อผู้อื่นได้
แต่จำเลยได้นำอาวุธปืนเคลื่อนที่ออกจากรถกระบะเข้ามาในวงสนทนาภายในบ้านเกิดเหตุ ซึ่งไม่ใช่บ้านของจำเลย แต่เป็นบ้านของผู้อื่นและตั้งอยู่ในเมืองหรือหมู่บ้าน
การกระทำดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหรือหมู่บ้านโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร
ผลคดี
ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง มาตรา 72 วรรคสาม และมาตรา 72 ทวิ วรรคสอง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371
ให้ยกฟ้องจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น และให้บังคับโทษความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ศาลชั้นต้นกำหนดโทษภายหลังลดโทษแล้ว ดังนี้
ฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย และเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 8 เดือน
ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหรือหมู่บ้านโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร จำคุก 4 เดือน
เมื่อศาลฎีกายกฟ้องความผิดฐานพยายามฆ่า จึงคงโทษความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนรวมจำคุก 12 เดือน และริบของกลาง
สรุป
การหยิบอาวุธปืนของผู้อื่นมาใช้งาน โดยยึดถืออาวุธปืนนั้นเพื่อตน แม้เป็นเพียงชั่วขณะเดียว แม้เจ้าของปืนจะอยู่ร่วมในที่เกิดเหตุ และแม้ผู้กระทำไม่มีเจตนายึดถือปืนอย่างเป็นเจ้าของ ก็ถือว่าเป็นการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองของตนได้ หากพฤติการณ์แสดงว่าผู้กระทำมีเจตนาใช้ประโยชน์จากอาวุธปืนนั้น
ส่วนการเดินทางมากับรถซึ่งมีอาวุธปืนของเจ้าของรถเก็บอยู่ภายในรถ หากไม่ปรากฏว่าผู้ขับรู้เห็นถึงการมีอยู่ของอาวุธปืน และการครอบครอง ควบคุม และเคลื่อนย้ายอาวุธปืนยังเป็นของเจ้าของ ย่อมยังถือไม่ได้ว่าผู้ขับมีเจตนาพาอาวุธปืน
แต่เมื่อผู้ขับนำอาวุธปืนออกจากรถเข้ามาภายในบ้านของผู้อื่นซึ่งตั้งอยู่ในเมืองหรือหมู่บ้าน ย่อมเป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหรือหมู่บ้านโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร
สำหรับความผิดฐานพยายามฆ่า แม้จำเลยจะยิงในระยะใกล้ แต่เมื่อพฤติการณ์ยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ ศาลต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวได้
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490
- มาตรา 4 (6)
- มาตรา 7
- มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง
- มาตรา 72 วรรคสาม
- มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง
ประมวลกฎหมายอาญา
- มาตรา 80
- มาตรา 90
- มาตรา 288
- มาตรา 371
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
- มาตรา 227 วรรคสอง
ฎีกาย่อ
พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 4 (6) ให้คำนิยามคำว่า “มี” หมายความว่า มีกรรมสิทธิ์หรือมีไว้ในครอบครอง เมื่อคำว่า “มีไว้ในครอบครอง” มิได้มีบทบัญญัติให้ความหมายไว้เป็นพิเศษ จึงต้องใช้ความหมายตามถ้อยคำธรรมดา ไม่อาจนำหลักกฎหมายทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้ได้ เนื่องจากการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองเป็นความผิดอาญาที่ต้องตีความโดยเคร่งครัด การพิจารณาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองหรือไม่ ต้องพิจารณาจากเจตนาภายในอันเป็นองค์ประกอบความผิดเป็นสำคัญด้วย การที่จำเลยลุกออกจากวงสนทนาขณะเกิดการโต้เถียง แล้วเดินไปที่รถกระบะ นำอาวุธปืนของนาย ส. ออกมายิงข่มขู่ผู้เสียหาย ถือว่าจำเลยมีเจตนาจะใช้ประโยชน์จากอาวุธปืนนั้นแล้ว การหยิบอาวุธปืนมาเพื่อใช้งาน โดยยึดถืออาวุธปืนดังกล่าวเพื่อตนแม้เป็นเพียงชั่วขณะเดียว โดยมีเจ้าของอาวุธปืนผู้ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนอยู่ร่วมในที่เกิดเหตุด้วย ก็ถือว่าเป็นการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองของตน แม้จำเลยไม่มีเจตนายึดถืออาวุธปืนนั้นอย่างเป็นเจ้าของก็ตาม
เมื่อจำเลยขับรถกระบะของนาย ส. ไปยังบ้านผู้เสียหาย นาย ส. ซึ่งเป็นเจ้าของอาวุธปืนเป็นผู้นำอาวุธปืนติดตัวมาและเก็บไว้ในรถกระบะของตน ไม่ปรากฏว่าจำเลยรู้เห็นถึงการมีอยู่ของอาวุธปืนนั้นหรือไม่ การครอบครอง ควบคุม และเคลื่อนย้ายอาวุธปืนยังเป็นของนาย ส. ผู้เป็นเจ้าของ จึงไม่อาจถือว่าจำเลยมีเจตนาพาอาวุธปืนในช่วงดังกล่าว แต่การที่จำเลยนำอาวุธปืนเคลื่อนที่ออกจากรถกระบะเข้ามาในวงสนทนาภายในบ้านเกิดเหตุ ซึ่งไม่ใช่บ้านของจำเลย แต่เป็นบ้านของผู้อื่นและตั้งอยู่ในเมืองหรือหมู่บ้าน เป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหรือหมู่บ้านโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร
อ้างอิง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7724/2568
แหล่งที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำค้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7724/2568, มติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา, มีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง, ครอบครองปืนชั่วขณะ, ปืนของผู้อื่น, เครื่องกระสุนปืน, พาอาวุธปืนไปในหมู่บ้าน, พยายามฆ่า, เจตนาฆ่า, ยกประโยชน์แห่งความสงสัย, พระราชบัญญัติอาวุธปืน, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371