สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7431/2568
ชิงทรัพย์ในทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์โดยใช้ยานพาหนะ การใช้กำลังประทุษร้ายภายหลังความผิดฐานลักทรัพย์สำเร็จแล้ว
เมื่อจำเลยนำท่อเหล็กออกจากบริเวณก่อสร้างมาวางไว้ข้างรถจักรยานยนต์จนความผิดฐานลักทรัพย์สำเร็จแล้ว ต่อมาจำเลยใช้แขนรัดคอและชกต่อยผู้เสียหายซึ่งถ่ายรูปการกระทำไว้ การใช้กำลังดังกล่าวเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายแยกต่างหากจากการลักทรัพย์ หรือเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายที่ยังต่อเนื่องกับการลักทรัพย์จนเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์
คดีนี้เกิดเหตุสองครั้งที่บริเวณก่อสร้างฝายกั้นน้ำแห่งหนึ่ง
ครั้งแรก วันที่ 6 มีนาคม 2565 เวลากลางวัน จำเลยลักท่อเหล็กขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3 นิ้ว ยาว 4 เมตร จำนวน 1 ท่อน ราคา 1,256 บาท และฝาตะแกรงเหล็กลักษณะเป็นลวดตาข่าย ขนาดกว้าง 2 เมตร ยาว 4 เมตร จำนวน 1 ชิ้น ราคา 1,000 บาท รวมมูลค่า 2,256 บาท
ทรัพย์ดังกล่าวใช้สำหรับยึดโครงสร้างฝายกั้นน้ำ เพื่อไม่ให้หินที่บรรจุอยู่ในตะแกรงเหล็กไหลออกไป เป็นส่วนประกอบสำคัญของฝายกั้นน้ำ และเป็นทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ของหน่วยงานของรัฐ ซึ่งอยู่ในความครอบครองของบริษัทผู้รับจ้าง โดยจำเลยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือการพาทรัพย์ไป
ครั้งที่สอง วันที่ 8 มีนาคม 2565 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา จำเลยกลับมาลักท่อเหล็กขนาดเดียวกันอีก 1 ท่อน ราคา 1,256 บาท โดยแบกท่อเหล็กขึ้นมาจากบริเวณก่อสร้างเพื่อนำไปขึ้นรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่
ผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัทผู้รับจ้างเห็นเหตุการณ์ จึงใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ถ่ายรูปจำเลยไว้ จำเลยวางท่อเหล็กข้างรถจักรยานยนต์ แล้วเดินเข้ามาถามว่าถ่ายรูปจำเลยทำไม
ผู้เสียหายที่ 3 ตอบว่า หัวหน้างานกำชับให้ถ่ายรูปไว้หากมีการขนสิ่งของขึ้นมาจากบริเวณฝายกั้นน้ำ จำเลยจึงใช้แขนรัดคอและชกต่อยผู้เสียหายที่ 3 ก่อนวิ่งหลบหนีไป
จำเลยฎีกาว่า การลักทรัพย์สำเร็จแล้วก่อนที่จำเลยจะทำร้ายผู้เสียหายที่ 3 ส่วนการทำร้ายเกิดขึ้นเพราะจำเลยมีปากเสียงและทะเลาะกับผู้เสียหายภายหลังการลักทรัพย์
การทำร้ายจึงแยกออกจากการลักทรัพย์ จำเลยควรมีความผิดฐานลักทรัพย์และทำร้ายร่างกายแยกต่างหาก มิใช่ความผิดฐานชิงทรัพย์
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้การที่จำเลยลักท่อเหล็กจากบริเวณก่อสร้างฝายกั้นน้ำ แบกขึ้นมาวางข้างรถจักรยานยนต์ และใช้มือจับแฮนด์รถจักรยานยนต์ จะเป็นการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ในทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์โดยใช้ยานพาหนะสำเร็จแล้วก็ตาม
แต่ผู้เสียหายที่ 3 เห็นจำเลยแบกท่อเหล็กขึ้นมาเพื่อนำไปขึ้นรถจักรยานยนต์ จึงใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ถ่ายรูปจำเลย จำเลยวางท่อเหล็กไว้ข้างรถ แล้วเดินเข้ามาถามว่าถ่ายรูปทำไม เมื่อผู้เสียหายตอบว่าหัวหน้างานกำชับให้ถ่ายรูปไว้ จำเลยจึงใช้แขนรัดคอและเกิดการชกต่อยกัน ก่อนที่จำเลยจะวิ่งหลบหนีไป
พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการที่จำเลย
ทั้งนี้ เพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์ หรือพาทรัพย์นั้นไป และปกปิดการกระทำความผิด
การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ในทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์โดยใช้ยานพาหนะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี มิใช่ความผิดฐานลักทรัพย์และทำร้ายร่างกายแยกออกจากกันตามที่จำเลยอ้าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การกระทำทั้งสองครั้งเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์โดยใช้ยานพาหนะ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษจำคุกกระทงละ 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 12 เดือน
ให้จำเลยคืนท่อเหล็กและฝาตะแกรงเหล็ก หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 3,512 บาท เมื่อจำเลยวางเงินชดใช้ค่าเสียหายไว้ 3,600 บาท จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้และคืนเงินส่วนเกิน 88 บาทแก่จำเลย
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แก้เป็นว่า การกระทำในเหตุครั้งที่สองเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ในทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์โดยใช้ยานพาหนะ ลงโทษจำคุก 15 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานลักทรัพย์ในเหตุครั้งแรกแล้ว เป็นจำคุก 8 ปี 12 เดือน
ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 6 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
แม้ความผิดฐานลักทรัพย์จะสำเร็จแล้ว แต่การใช้กำลังประทุษร้ายภายหลังมิได้เป็นความผิดแยกต่างหากเสมอไป
เมื่อพฤติการณ์แสดงว่าการใช้กำลังยังต่อเนื่องกับการลักทรัพย์ โดยยังไม่ขาดตอนหรือแยกต่างหากจากกัน และเป็นไปเพื่อให้สะดวกแก่การลักทรัพย์หรือพาทรัพย์ไป หรือเพื่อปกปิดการกระทำความผิด การกระทำย่อมเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์
คดีนี้ จำเลยทำร้ายผู้เสียหายซึ่งพบเห็นและถ่ายรูปการลักทรัพย์ไว้ แล้ววิ่งหลบหนี การใช้กำลังจึงยังต่อเนื่องกับการลักทรัพย์ มิใช่การทำร้ายร่างกายที่แยกออกจากกัน
ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 335 (10) วรรคหนึ่ง
ความผิดฐานลักทรัพย์ในทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์
มาตรา 336 ทวิ
การใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิด การพาทรัพย์ไป หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม
มาตรา 339 วรรคสอง
ความผิดฐานชิงทรัพย์ในทรัพย์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 335 (10)
มาตรา 340 ตรี
การกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิด การพาทรัพย์ไป หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม
มาตรา 78
การลดโทษเมื่อมีเหตุบรรเทาโทษ
ผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งเห็นจำเลยแบกท่อเหล็กขึ้นมาจากบริเวณที่ก่อสร้างฝายกั้นน้ำที่เกิดเหตุเพื่อนำมาขึ้นรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ ได้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ถ่ายรูปจำเลย จำเลยวางท่อเหล็กข้างรถแล้วถามผู้เสียหายที่ 3 ว่าถ่ายรูปจำเลยทำไม ผู้เสียหายที่ 3 ตอบว่าหัวหน้างานกำชับให้ถ่ายรูปไว้หากมีการขนของขึ้นจากบริเวณฝายกั้นน้ำ จำเลยใช้แขนรัดคอผู้เสียหายที่ 3 แล้วเกิดการชกต่อยกัน จากนั้นจำเลยวิ่งหลบหนีไป เป็นการที่จำเลยใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายที่ 3 ต่อเนื่องกันกับการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์โดยยังไม่ขาดตอนหรือแยกต่างหากจากการลักทรัพย์ ทั้งนี้เพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์ หรือพาทรัพย์นั้นไป ปกปิดการกระทำความผิดนั้น จึงเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป ปกปิดการกระทำความผิดนั้น หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7431/2568
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 มาตรา 335 (10) วรรคหนึ่ง มาตรา 336 ทวิ มาตรา 339 วรรคสอง และมาตรา 340 ตรี
ฎีกาที่ 7431/2568, ชิงทรัพย์, ลักทรัพย์สำเร็จแล้ว, ใช้กำลังประทุษร้ายภายหลังลักทรัพย์, การกระทำต่อเนื่องกับการลักทรัพย์, ทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์, ใช้ยานพาหนะ, ท่อเหล็กฝายกั้นน้ำ, ทำร้ายผู้ถ่ายรูป, จำคุก 8 ปี 12 เดือน