ฎีกาที่ 5608-5609/2568

#ฎีกาศึกษา #ทนายความ

สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5608–5609/2568

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

เรื่อง

สัญญาประนีประนอมยอมความ การจำแนกเงื่อนไขบังคับก่อนกับเงื่อนเวลา การบอกปัดไม่ยอมรับชำระหนี้ การวางทรัพย์ และการเพิกถอนการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอม

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

ประเด็นข้อกฎหมาย

สัญญาประนีประนอมยอมความกำหนดว่า โจทก์จะชำระเงินแก่จำเลยเมื่อโจทก์สามารถขายที่ดินพิพาทได้ในวันจดทะเบียนโอนและได้รับชำระเงินจากผู้ซื้อ ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 183 หรือไม่

ข้อตกลงที่ห้ามโจทก์โอนขายที่ดินพิพาทภายในระยะเวลา 1 ปี 6 เดือน เป็นเงื่อนไขบังคับก่อนหรือเป็นเงื่อนเวลาเริ่มต้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 191 วรรคหนึ่ง

เมื่อจำเลยได้รับแจ้งวันนัดจดทะเบียนโอนและวันรับเงินแล้ว แต่ไม่ไปรับเงินตามนัดโดยไม่ได้แจ้งเหตุแก่โจทก์ การกระทำดังกล่าวเป็นการบอกปัดไม่ยอมรับชำระหนี้หรือไม่

การที่โจทก์นำเงินไปวางต่อสำนักงานวางทรัพย์ ทำให้โจทก์หลุดพ้นจากหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และมีสิทธิบังคับคดีให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

ข้อเท็จจริง

เดิมจำเลยฟ้องขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยและรับชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือ 1,730,000 บาท โดยอ้างว่าจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับโจทก์ และชำระเงินให้แก่โจทก์แล้ว 1,570,000 บาท แต่โจทก์ไม่ยอมรับชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือ

ต่อมาคู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2562 โดยมีสาระสำคัญว่า โจทก์ตกลงชำระเงินให้แก่จำเลย 1,500,000 บาท ส่วนจำเลยและบริวารตกลงออกจากที่ดินพิพาทเมื่อได้รับเงิน หากจำเลยและบริวารไม่ออกจากที่ดิน จำเลยยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที

โจทก์ยินยอมให้จำเลยเลี้ยงปลาในที่ดินพิพาทต่อไป และจะไม่โอนที่ดินให้บุคคลอื่นเป็นระยะเวลา 1 ปี 6 เดือน นับจากวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยไม่คิดค่าเช่าเป็นเวลา 1 ปี หลังจากนั้นคิดค่าเช่าปีละ 50,000 บาท

เมื่อโจทก์สามารถขายที่ดินพิพาทได้และกำหนดวันจดทะเบียนโอนกับผู้ซื้อแล้ว โจทก์ต้องแจ้งจำเลยเป็นหนังสือล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน จำเลยและบริวารต้องออกจากที่ดินพิพาทในวันจดทะเบียนโอน และโจทก์ต้องชำระเงินตามข้อตกลงโดยหักค่าเช่าตามจำนวนเดือนที่จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาท

ต่อมาโจทก์ทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้แก่บุคคลภายนอกในราคา 4,965,500 บาท และมีหนังสือลงวันที่ 23 สิงหาคม 2563 แจ้งให้จำเลยทราบว่า จะจดทะเบียนโอนที่ดินในวันที่ 8 ตุลาคม 2563 เวลา 9 นาฬิกา พร้อมแจ้งให้จำเลยไปรับเงิน 1,475,000 บาท และออกจากที่ดินพิพาทตามสัญญาประนีประนอมยอมความ

จำเลยได้รับหนังสือแล้วแต่ไม่ไปยังสำนักงานที่ดินตามกำหนด และไม่ได้แจ้งเหตุให้โจทก์ทราบ โดยภายหลังจำเลยอ้างว่าเจ็บป่วย โจทก์และผู้ซื้อจึงไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน ส่วนผู้ซื้อเกรงว่าจำเลยจะไม่ออกจากที่ดิน จึงไม่ยอมรับโอนกรรมสิทธิ์ และชำระราคาที่ดินบางส่วนให้แก่โจทก์ 1,475,000 บาท

วันที่ 19 ตุลาคม 2563 โจทก์นำเงิน 1,472,494 บาท ซึ่งหักค่าเช่าถึงวันวางเงินแล้ว ไปวางต่อสำนักงานบังคับคดีจังหวัดแห่งหนึ่ง และยื่นคำขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ศาลชั้นต้นจึงออกหมายบังคับคดี

ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ พร้อมยึดปลาในบ่อเลี้ยงปลาของจำเลยเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระค่าเช่าที่ดินที่ค้างชำระ จำเลยจึงยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

คำวินิจฉัยศาลฎีกา

ศาลฎีกากำหนดปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุให้เพิกถอนการบังคับคดีหรือไม่

ข้อตกลงห้ามโอนขายที่ดินเป็นเงื่อนเวลาเริ่มต้น

สัญญาประนีประนอมยอมความมีสาระสำคัญว่า จำเลยและบริวารยินยอมออกจากที่ดินพิพาท โดยโจทก์ตกลงชำระค่าตอบแทนให้แก่จำเลย 1,500,000 บาท

ในระหว่างก่อนออกจากที่ดิน โจทก์ยินยอมให้จำเลยเลี้ยงปลาและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อไป โดยไม่คิดค่าเช่าเป็นเวลา 1 ปี และตกลงว่าจะไม่โอนขายที่ดินพิพาทภายในเวลา 1 ปี 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ

ข้อตกลงว่าจะไม่โอนขายที่ดินพิพาทภายในเวลา 1 ปี 6 เดือน จึงเป็น “เงื่อนเวลาเริ่มต้น” ซึ่งห้ามมิให้โจทก์ทวงถามให้จำเลยปฏิบัติการตามนิติกรรมก่อนถึงเวลาที่กำหนด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 191 วรรคหนึ่ง

ข้อตกลงชำระเงินเมื่อขายที่ดินได้ไม่ใช่เงื่อนไขบังคับก่อน

มูลความแห่งคดีเดิมเป็นกรณีที่จำเลยฟ้องขอให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทและรับชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือ โดยจำเลยอ้างว่าได้ชำระเงินแก่โจทก์ไปแล้วบางส่วน

เมื่อโจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยโจทก์ยอมชำระเงินให้จำเลย 1,500,000 บาท แสดงว่าจำเลยประสงค์จะได้รับเงินค่าที่ดินคืนจากโจทก์ เพื่อตอบแทนการที่จำเลยและบริวารยอมออกจากที่ดินพิพาท

ขณะเดียวกัน จำเลยยังสามารถทำกินในที่ดินพิพาทต่อไปได้ไม่น้อยกว่า 1 ปี 6 เดือน และได้รับยกเว้นค่าเช่าเป็นเวลา 1 ปี

ดังนั้น ข้อกำหนดที่ว่าโจทก์จะชำระเงินให้จำเลยเมื่อโจทก์สามารถขายที่ดินพิพาทได้ในวันโอน และได้รับชำระเงินจากผู้ซื้อ จึงไม่ใช่เงื่อนไขบังคับก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 183 ซึ่งโจทก์จะต้องขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเสร็จสิ้นก่อน จึงจะสามารถชำระเงินให้แก่จำเลยได้

จำเลยทราบกำหนดวันโอนและวันรับเงินแล้ว

จำเลยเบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า จำเลยได้รับหนังสือแจ้งกำหนดวันโอนขายที่ดินฉบับลงวันที่ 23 สิงหาคม 2563 แล้ว แต่ไม่ได้เดินทางไปตามกำหนดเนื่องจากไม่สบาย

เหตุที่จำเลยไม่ไปรับเงินจึงไม่ใช่เพราะโจทก์ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขเรื่องการแจ้งกำหนดวันจดทะเบียนโอนล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน

จึงถือได้ว่าจำเลยทราบกำหนดวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและวันรับเงินตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว

การไม่ไปรับเงินเป็นการบอกปัดไม่ยอมรับชำระหนี้

จำเลยไม่ไปรับเงิน 1,475,000 บาท ตามวัน เวลา และสถานที่ที่โจทก์แจ้ง โดยจำเลยอ้างในชั้นพิจารณาว่าเจ็บป่วย แต่ไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบก่อนหรือในวันนัด

การกระทำของจำเลยจึงเป็นการบอกปัดไม่ยอมรับชำระหนี้โดยปราศจากเหตุอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย โจทก์ย่อมมีสิทธิวางทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งหนี้ไว้เพื่อประโยชน์แก่จำเลย เพื่อให้ตนหลุดพ้นจากหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 331

การวางทรัพย์ทำให้ถือว่าโจทก์ชำระหนี้แล้ว

ภายหลังจากจำเลยไม่ไปรับเงิน โจทก์นำเงิน 1,472,494 บาท ไปวางต่อสำนักงานบังคับคดีจังหวัดแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสำนักงานวางทรัพย์ประจำตำบลที่จะต้องชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 333 วรรคหนึ่ง

การวางทรัพย์ดังกล่าวเป็นการวางทรัพย์ตามบทบัญญัติของกฎหมาย จึงถือได้ว่าโจทก์ชำระหนี้ให้แก่จำเลยตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว

เมื่อจำเลยไม่ออกจากที่ดินพิพาท โจทก์จึงมีสิทธิบังคับคดีแก่จำเลยได้ และไม่มีเหตุให้เพิกถอนการบังคับคดี

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

ผลคดี

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกคำร้องขอเพิกถอนการบังคับคดีของจำเลย และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

สรุป

การพิจารณาว่าข้อกำหนดในสัญญาเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนหรือเงื่อนเวลา ต้องพิจารณาสาระสำคัญของข้อตกลง มูลความแห่งคดี และเจตนาของคู่สัญญาประกอบกัน ไม่อาจพิจารณาจากถ้อยคำส่วนใดส่วนหนึ่งโดยแยกออกจากบริบทของสัญญาทั้งฉบับ

ข้อตกลงที่ห้ามโอนขายที่ดินภายในระยะเวลาที่กำหนด เป็นเงื่อนเวลาเริ่มต้น ซึ่งมีผลเพียงห้ามทวงถามให้ปฏิบัติตามนิติกรรมก่อนถึงกำหนดเวลา

ส่วนข้อตกลงที่กำหนดว่าจะชำระเงินเมื่อขายที่ดินได้ เมื่อพิจารณาจากเจตนาและมูลความแห่งคดีแล้ว อาจไม่ใช่เงื่อนไขบังคับก่อนที่ทำให้หน้าที่ชำระเงินยังไม่เกิดขึ้น

เมื่อผู้รับชำระหนี้ทราบกำหนดนัดแล้ว แต่ไม่ไปรับชำระโดยไม่มีเหตุอันอ้างได้ตามกฎหมาย ผู้ชำระหนี้มีสิทธินำทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งหนี้ไปวาง ณ สำนักงานวางทรัพย์ หากดำเนินการวางทรัพย์โดยชอบ ย่อมถือว่าผู้วางได้ชำระหนี้แล้ว และสามารถใช้สิทธิบังคับให้อีกฝ่ายปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมได้

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 183

มาตรา 191 วรรคหนึ่ง

มาตรา 331

มาตรา 333

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 295

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

ฎีกาย่อ

สัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2562 ข้อ 1 กำหนดว่า โจทก์ตกลงชำระเงินให้แก่จำเลย 1,500,000 บาท และจำเลยกับบริวารตกลงออกจากที่ดินพิพาท โจทก์จะชำระเงินให้จำเลยต่อเมื่อโจทก์สามารถขายที่ดินพิพาทได้ในวันโอนที่ดินพิพาทและได้รับชำระเงินจากผู้ซื้อ เมื่อจำเลยได้รับเงินจำนวนดังกล่าวแล้ว จำเลยและบริวารของจำเลยจะออกจากที่ดินพิพาททันที หากจำเลยและบริวารไม่ออกไปจากที่ดินพิพาท ถือว่าจำเลยผิดสัญญา ยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที และข้อ 2 กำหนดว่า โจทก์ตกลงให้จำเลยอยู่ทำประโยชน์โดยเลี้ยงปลาในที่ดินพิพาท และจะยังไม่โอนที่ดินให้บุคคลอื่นเป็นระยะเวลา 1 ปี 6 เดือน นับจากวันทำสัญญาฉบับนี้ โดยไม่คิดค่าเช่าจากจำเลยเป็นระยะเวลา 1 ปี หลังจากนั้นโจทก์คิดค่าเช่าจำเลยปีละ 50,000 บาท คิดเป็นอัตราเดือนละ 4,160 บาท สัญญาประนีประนอมยอมความจึงมีสาระสำคัญว่า จำเลยและบริวารยินยอมออกจากที่ดินพิพาทโดยโจทก์ตกลงเสียค่าตอบแทนให้แก่จำเลยเป็นเงิน 1,500,000 บาท มีเงื่อนไขว่าโจทก์จะไม่โอนขายที่ดินพิพาทภายในเวลา 1 ปี 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และในระหว่างเวลาดังกล่าวโจทก์ยินยอมให้จำเลยเลี้ยงปลาในที่ดินพิพาทโดยไม่คิดค่าเช่าเป็นเวลา 1 ปี หลังจากนั้นจึงคิดค่าเช่าปีละ 50,000 บาท หรือเดือนละ 4,160 บาท ข้อตกลงว่าจะไม่โอนขายที่ดินพิพาทภายในเวลา 1 ปี 6 เดือน จึงเป็นเงื่อนเวลาเริ่มต้นที่ห้ามมิให้โจทก์ทวงถามให้ปฏิบัติการตามนิติกรรมนั้นก่อนถึงเวลากำหนดตาม ป.พ.พ. มาตรา 191 วรรคหนึ่ง ส่วนที่สัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1 กำหนดว่า โจทก์จะชำระเงินให้จำเลยต่อเมื่อโจทก์สามารถขายที่ดินพิพาทได้ในวันโอนที่ดินพิพาทและได้รับชำระเงินจากผู้ซื้อนั้น มูลความแห่งคดีของจำเลยในสำนวนที่สองเป็นกรณีจำเลยฟ้องขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยและรับเงินค่าที่ดินที่เหลืออีก 1,730,000 บาท อ้างว่าจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับโจทก์โดยจำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์แล้ว 1,570,000 บาท แต่โจทก์ผิดสัญญาไม่รับชำระเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือ การที่โจทก์และจำเลยตกลงกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยโจทก์ยอมชำระเงินให้แก่จำเลย 1,500,000 บาท จึงเห็นได้ว่าจำเลยประสงค์ที่จะได้รับเงินค่าที่ดินคืนจากโจทก์เพื่อเป็นการตอบแทนกับการที่จำเลยและบริวารยอมออกไปจากที่ดินพิพาท โดยที่จำเลยยังสามารถทำกินในที่ดินแปลงดังกล่าวต่อไปเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี 6 เดือน และได้รับยกเว้นค่าเช่าเป็นเวลา 1 ปี การกำหนดในสัญญาประนีประนอมยอมความว่าโจทก์จะชำระเงินให้จำเลยต่อเมื่อโจทก์สามารถขายที่ดินพิพาทได้ในวันโอนที่ดินพิพาทและได้รับชำระเงินจากผู้ซื้อ จึงหาใช่เงื่อนไขบังคับก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 183 ซึ่งโจทก์จะต้องดำเนินการขายและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเสียก่อนจึงจะสามารถชำระเงินให้แก่จำเลยดังที่จำเลยฎีกาไม่

ส่วนตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 3 กำหนดให้โจทก์มีหน้าที่ต้องแจ้งกำหนดวันจดทะเบียนโอนที่ดินให้จำเลยทราบไม่น้อยกว่า 30 วัน และโจทก์มิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามเงื่อนไขในสัญญานั้น จำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยได้รับหนังสือแจ้งกำหนดวันโอนขายที่ดินฉบับลงวันที่ 23 สิงหาคม 2563 แล้ว แต่ไม่ได้เดินทางไปตามกำหนดเนื่องจากจำเลยไม่สบาย เหตุที่จำเลยไม่ไปรับเงินจากโจทก์ตามที่ได้รับแจ้งในหนังสือดังกล่าวจึงมิใช่เป็นเพราะโจทก์ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อ 3 ของสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงถือได้ว่าจำเลยทราบกำหนดนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินระหว่างโจทก์และผู้ซื้อเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2563 ตามเงื่อนไขที่กำหนดในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 3 แล้ว การที่จำเลยไม่ไปรับเงินจำนวน 1,475,000 บาท จากโจทก์ที่สำนักงานที่ดินในวันดังกล่าว โดยยกขึ้นอ้างในชั้นพิจารณาของศาลว่าเจ็บป่วยแต่ไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบก่อนหรือในวันนัด จึงเป็นการบอกปัดไม่ยอมรับชำระหนี้โดยปราศจากเหตุอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย โจทก์ย่อมมีสิทธิวางทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งหนี้เพื่อประโยชน์ของจำเลยเพื่อให้หลุดพ้นจากหนี้ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 331 ต่อมาโจทก์วางเงิน 1,472,494 บาท ต่อสำนักงานบังคับคดีอันเป็นสำนักงานวางทรัพย์ประจำตำบลที่จะต้องชำระหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 333 วรรคหนึ่ง จึงเป็นการวางทรัพย์ตามบทบัญญัติของกฎหมาย ย่อมถือได้ว่าโจทก์ชำระหนี้ให้แก่จำเลยตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว เมื่อจำเลยไม่ออกไปจากที่ดินพิพาท โจทก์จึงมีสิทธิบังคับคดีแก่จำเลยได้

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

อ้างอิง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5608–5609/2568

แหล่งที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

คำค้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5608/2568, คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5609/2568, สัญญาประนีประนอมยอมความ, คำพิพากษาตามยอม, เงื่อนไขบังคับก่อน, เงื่อนเวลาเริ่มต้น, การวางทรัพย์, เจ้าหนี้บอกปัดไม่รับชำระหนี้, การบังคับคดี, เพิกถอนการบังคับคดี, ที่ดินพิพาท

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า