แลกคะแนนกันเอง แม้ไม่ใช้เงิน เป็นทุจริตเลือก ส.ว. หรือไม่?
การที่ผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาตกลงจับคู่และแลกเปลี่ยนคะแนนกัน โดยต่างฝ่ายต่างลงคะแนนให้อีกฝ่าย แม้ไม่มีการให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ทางทรัพย์สิน จะถือเป็นการทุจริตในการเลือก อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมหรือไม่
การกระทำดังกล่าวจะถือเป็นเพียงการแนะนำตัวของผู้สมัคร ซึ่งกฎหมายมิได้บัญญัติห้ามไว้โดยตรงหรือไม่
และการที่ผู้สมัครอ้างว่าได้รับความเห็นหรือคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ว่าการแลกเปลี่ยนคะแนนสามารถกระทำได้ จะทำให้การกระทำนั้นเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัดในกลุ่มเดียวกัน ก่อนวันเลือกผู้คัดค้านทั้งสองได้ติดต่อและสนทนากันผ่านแอปพลิเคชันไลน์
ข้อความสนทนามีลักษณะเป็นการตกลงว่า ผู้คัดค้านแต่ละฝ่ายจะลงคะแนนให้อีกฝ่าย เพื่อให้ต่างฝ่ายได้รับคะแนนและมีโอกาสผ่านการเลือกในระดับจังหวัด
ผู้คัดค้านทั้งสองยอมรับว่าได้สนทนากันจริง แต่ต่อสู้ว่าเป็นเพียงการพูดคุยและแนะนำตัว ต่อมาเมื่อทราบว่าการแลกเปลี่ยนคะแนนอาจเป็นความผิด จึงได้โทรศัพท์พูดคุยและตกลงยกเลิกข้อตกลงเดิมแล้ว
ศาลฎีกาเห็นว่า ข้ออ้างเรื่องการยกเลิกข้อตกลงเป็นเพียงคำกล่าวอ้าง ไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน และผลการลงคะแนนจริงยังสอดคล้องกับข้อตกลงเดิม กล่าวคือ ผู้คัดค้านทั้งสองต่างลงคะแนนให้แก่กัน
ผลการลงคะแนนปรากฏว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ได้รวม 3 คะแนน ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 ได้รวม 2 คะแนน ทำให้ผู้คัดค้านทั้งสองอยู่ในกลุ่มผู้ได้รับคะแนนสูงและผ่านการเลือกขั้นต้นของกลุ่ม
ศาลฎีการับฟังจากข้อความสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์ คำให้การในชั้นคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คำรับของผู้คัดค้านทั้งสอง ตลอดจนพฤติการณ์และผลการลงคะแนนว่า ผู้คัดค้านทั้งสองมิได้เพียงสนทนาหรือแนะนำตัวตามปกติ แต่ได้สมยอมจับคู่และแลกเปลี่ยนคะแนนกัน เพื่อให้ต่างฝ่ายได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด
ข้ออ้างว่ามีการยกเลิกข้อตกลงก่อนวันลงคะแนนไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน ทั้งการลงคะแนนจริงยังเป็นไปตามที่ได้ตกลงกันไว้ ศาลจึงรับฟังว่าผู้คัดค้านทั้งสองลงคะแนนให้แก่กันตามข้อตกลงเดิม
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การทุจริตในการเลือกตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 มิได้จำกัดเฉพาะการแสวงหาประโยชน์ที่เป็นทรัพย์สินโดยมิชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น
แต่รวมถึงการแสวงหาคะแนนจากผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาด้วยการกระทำที่มิชอบด้วย
แม้ผู้คัดค้านทั้งสองจะไม่ได้รับเงินหรือทรัพย์สิน แต่การที่ต่างฝ่ายต่างได้รับคะแนนจากอีกฝ่าย ย่อมเป็นประโยชน์ที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้ตนผ่านการเลือก
การสมยอมจับคู่และแลกเปลี่ยนคะแนนจึงเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครรายอื่น ทำให้ผู้สมัครรายอื่นได้รับความเสียหายและไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งขัดต่อเจตนารมณ์ของการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งมุ่งให้ผู้สมัครเลือกบุคคลโดยพิจารณาจากความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพ หรือการทำงานของผู้สมัคร
การกระทำของผู้คัดค้านทั้งสองจึงเป็นการทุจริตในการเลือก และทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม
ผู้คัดค้านอ้างคำพิพากษาศาลปกครองกลางที่เพิกถอนระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งบางข้อเกี่ยวกับการแนะนำตัวของผู้สมัคร และเห็นว่ากฎหมายหรือระเบียบมิได้ห้ามการแลกเปลี่ยนคะแนนไว้โดยตรง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การแนะนำตัวกับการสมยอมจับคู่แลกเปลี่ยนคะแนนเป็นการกระทำคนละลักษณะและมีองค์ประกอบแตกต่างกัน
คำพิพากษาศาลปกครองกลางเกี่ยวกับข้อจำกัดในการแนะนำตัว จึงไม่มีผลทำให้การสมยอมแลกเปลี่ยนคะแนนกลายเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย
ผู้คัดค้านอ้างว่าได้รับทราบความเห็นหรือคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ว่า การแลกเปลี่ยนคะแนนอาจกระทำได้
ศาลฎีกาเห็นว่า ความเห็นดังกล่าวเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนบุคคล ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงลักษณะของการกระทำ และไม่ทำให้การสมยอมจับคู่และแลกเปลี่ยนคะแนนเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย
ศาลฎีกาพิพากษาให้
เนื่องจากการสมยอมจับคู่และแลกเปลี่ยนคะแนนเป็นการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา และทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม
การที่ผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาตกลงจับคู่ลงคะแนนให้แก่กัน แม้ไม่มีการให้เงินหรือทรัพย์สิน ก็เป็นการทุจริตในการเลือกได้
คะแนนที่ต่างฝ่ายได้รับถือเป็นประโยชน์ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสให้ตนผ่านการเลือก การทุจริตในการเลือกจึงมิได้จำกัดเฉพาะการซื้อเสียงด้วยเงินหรือการให้ประโยชน์ทางทรัพย์สิน แต่รวมถึงการแสวงหาคะแนนด้วยการกระทำที่มิชอบ
การสมยอมจับคู่แลกเปลี่ยนคะแนนมิใช่เพียงการแนะนำตัว แต่เป็นการเอาเปรียบผู้สมัครรายอื่น ทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 226
กำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครกระทำการทุจริตในการเลือกหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น และให้อำนาจศาลฎีกาสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตามกรณี
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62
กำหนดกรณีที่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือบุคคลใดกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อเพิกถอนสิทธิ
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 36 และมาตรา 70
เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับวิธีการและเงื่อนไขในการแนะนำตัวของผู้สมัคร ซึ่งศาลกล่าวถึงประกอบการวินิจฉัยข้ออ้างของผู้คัดค้าน แต่ศาลวินิจฉัยว่าการแนะนำตัวกับการสมยอมแลกเปลี่ยนคะแนนเป็นการกระทำคนละลักษณะ
ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัดในกลุ่มเดียวกัน ก่อนวันเลือกได้สนทนากันทางแอปพลิเคชันไลน์และตกลงจับคู่แลกเปลี่ยนคะแนน โดยต่างฝ่ายจะลงคะแนนให้อีกฝ่าย แม้ผู้คัดค้านอ้างว่าภายหลังได้ยกเลิกข้อตกลงแล้ว แต่ไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน ทั้งผลการลงคะแนนปรากฏว่าผู้คัดค้านทั้งสองต่างลงคะแนนให้กันตามที่ตกลงไว้ ทำให้ได้รับคะแนนเพิ่มและผ่านการเลือกขั้นต้นของกลุ่ม พยานหลักฐานของผู้ร้องจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านทั้งสองสมยอมจับคู่และแลกเปลี่ยนคะแนนกัน เพื่อให้ต่างฝ่ายได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด
การทุจริตในการเลือกตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 มิได้จำกัดเฉพาะการแสวงหาประโยชน์ที่เป็นทรัพย์สินโดยมิชอบด้วยกฎหมาย แต่รวมถึงการแสวงหาคะแนนจากผู้สมัครด้วยการกระทำที่มิชอบ การสมยอมจับคู่และแลกเปลี่ยนคะแนนเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครรายอื่น ทำให้ผู้สมัครรายอื่นได้รับความเสียหายและไม่ได้รับความเป็นธรรม อันเป็นการทุจริตในการเลือกและทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม
ส่วนคำพิพากษาศาลปกครองกลางที่เพิกถอนระเบียบเกี่ยวกับการแนะนำตัว ไม่มีผลทำให้การแลกเปลี่ยนคะแนนเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะการแนะนำตัวกับการสมยอมแลกเปลี่ยนคะแนนเป็นการกระทำคนละลักษณะและมีองค์ประกอบแตกต่างกัน
พิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านทั้งสองเป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา
คำพิพากษาศาลฎีกา คดีเลือกตั้งที่ ลต.สว.47/2568
ลต.สว.47/2568, แลกคะแนน ส.ว., จับคู่แลกคะแนน, ทุจริตในการเลือก, เลือกสมาชิกวุฒิสภา, การแนะนำตัวผู้สมัคร ส.ว., เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง, คดีเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา, มาตรา 62, มาตรา 226