สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 736/2569
เรื่อง
การนำประวัติการกระทำความผิดขณะเป็นเยาวชนมาประกอบดุลพินิจว่าจะรอการลงโทษได้หรือไม่
ประเด็นข้อกฎหมาย
คดีนี้มีประเด็นสำคัญว่า
- ฟ้องโจทก์บรรยายครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ และเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ โจทก์ยังต้องนำสืบพยานหลักฐานหรือไม่
- ศาลสามารถนำประวัติการกระทำความผิดของจำเลยขณะเป็นเยาวชนมาใช้ประกอบดุลพินิจว่าจะรอหรือไม่รอการลงโทษในคดีที่จำเลยเป็นผู้ใหญ่แล้วได้หรือไม่
- และ พฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยหรือไม่
ข้อเท็จจริง
จำเลยสร้างบัญชีเฟซบุ๊กและโพสต์ประกาศขายเครื่องเล่นเกมผ่าน Facebook Marketplace ซึ่งเป็นช่องทางสาธารณะที่บุคคลทั่วไปสามารถเข้าไปอ่านข้อความได้
จำเลยลงข้อความและรูปภาพเสนอขายเครื่องเล่นเกม ทั้งที่ความจริงจำเลยไม่มีเครื่องเล่นเกมดังกล่าวขาย ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงติดต่อซื้อและโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยจำนวน 8,500 บาท
การกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้จำเลยถูกฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน และความผิดเกี่ยวกับการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์
จำเลยให้การรับสารภาพ
ภายหลังจำเลยชดใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายจำนวน 20,000 บาท ซึ่งสูงกว่าความเสียหายที่ผู้เสียหายได้รับกว่าสองเท่า
จำเลยเคยมีประวัติกระทำความผิดหลายครั้งในขณะเป็นเยาวชน แต่การกระทำดังกล่าวเกิดติดต่อกันในช่วงเวลาสั้น ๆ และหลังจากพ้นการฝึกอบรมไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำความผิดอีก จนมากระทำความผิดในคดีนี้ ซึ่งห่างจากการกระทำความผิดครั้งก่อนเกือบสิบปี
คำวินิจฉัยศาลฎีกา
ฟ้องโจทก์บรรยายครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์บรรยายรายละเอียดว่า จำเลยโดยทุจริตสร้างบัญชีเฟซบุ๊กและประกาศเสนอขายเครื่องเล่นเกม โดยลงข้อความและรูปภาพอันเป็นเท็จในช่องทางที่บุคคลทั่วไปสามารถเข้าไปอ่านได้ ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าจำเลยมีสินค้าดังกล่าวอยู่จริง
ผู้เสียหายจึงติดต่อซื้อและโอนเงินจำนวน 8,500 บาทเข้าบัญชีของจำเลย ทำให้จำเลยได้รับเงินดังกล่าวจากการหลอกลวง
จึงเป็นการบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ครบองค์ประกอบของกฎหมายที่โจทก์อ้าง และเป็นฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5)
เมื่อความผิดตามกฎหมายดังกล่าวมีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี มิใช่คดีที่มีข้อหาซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานหนักกว่านั้น และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลย่อมพิพากษาได้โดยโจทก์ไม่ต้องสืบพยานหลักฐาน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง
ศาลนำประวัติการกระทำความผิดขณะเป็นเยาวชนมาประกอบดุลพินิจได้หรือไม่
จำเลยฎีกาว่า การนำประวัติการกระทำความผิดของจำเลยในขณะที่เป็นเยาวชนมารับฟังเป็นผลร้ายแก่จำเลย เป็นการใช้ดุลพินิจที่ขัดต่อพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 84 วรรคหนึ่ง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บทบัญญัติมาตรา 84 วรรคหนึ่ง เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาคดีในศาลเยาวชนและครอบครัว เพื่อคุ้มครองสิทธิของเด็กหรือเยาวชน โดยห้ามมิให้นำประวัติการกระทำความผิดอาญาของเด็กหรือเยาวชนไปพิจารณาให้เป็นผลร้ายแก่เด็กหรือเยาวชนนั้น
แต่คดีนี้ มิใช่คดีที่พิจารณาโดยศาลเยาวชนและครอบครัว และจำเลยก็มิใช่เด็กหรือเยาวชน ที่จะต้องนำบทบัญญัติดังกล่าวซึ่งใช้ในกระบวนพิจารณาคดีเด็กและเยาวชนมาใช้บังคับ
นอกจากนี้ การที่ศาลจะใช้ดุลพินิจรอการกำหนดโทษหรือกำหนดโทษแต่รอการลงโทษไว้ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 กำหนดให้ศาลสามารถพิจารณาโดยคำนึงถึง อายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา และพฤติการณ์อื่นของจำเลย
ดังนั้น ศาลจึงสามารถนำประวัติการกระทำความผิดอาญาของจำเลยในอดีต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประวัติและความประพฤติที่ผ่านมา มาใช้ประกอบดุลพินิจในการพิจารณาว่าจะรอหรือไม่รอการลงโทษจำเลยได้
การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์นำประวัติการกระทำความผิดของจำเลยขณะเป็นเยาวชนมาประกอบดุลพินิจ จึง ไม่ขัดต่อมาตรา 84 วรรคหนึ่ง
มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกหรือไม่
ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยโพสต์ข้อความใน Facebook Marketplace ซึ่งเป็นช่องทางสาธารณะที่บุคคลทั่วไปสามารถเข้าไปอ่านได้ เพื่อหลอกขายเครื่องเล่นเกม หากมีบุคคลหลงเชื่อและสั่งซื้อจากจำเลยเป็นจำนวนมาก ก็อาจก่อให้เกิดความเสียหายในวงกว้างได้
อย่างไรก็ตาม ไม่ปรากฏว่านอกจากผู้เสียหายในคดีแล้ว ยังมีบุคคลอื่นหลงเชื่อการหลอกลวงของจำเลยอีกหรือไม่
ผู้เสียหายถูกหลอกให้ชำระเงิน 8,500 บาท แต่จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 20,000 บาท ซึ่งสูงกว่าความเสียหายที่ผู้เสียหายได้รับกว่าสองเท่า ถือว่าเป็นการบรรเทาผลร้ายให้แก่ผู้เสียหายในจำนวนที่สูงพอสมควรแล้ว
แม้จำเลยเคยมีประวัติกระทำความผิดหลายครั้ง แต่เป็นการกระทำความผิดติดต่อกันในช่วงเวลาสั้น ๆ ในขณะที่เป็นเยาวชน และหลังจากพ้นการฝึกอบรมแล้วไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำความผิดอีก จนมากระทำความผิดครั้งนี้ ซึ่งห่างจากการกระทำความผิดครั้งก่อนเกือบสิบปี
ศาลฎีกาจึงเห็นว่า จะฟังว่าจำเลยกระทำความผิดติดนิสัยนั้นยังไม่ถนัดนัก
เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ และชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายจนเป็นที่พอใจแล้ว จึงมีเหตุอันควรปรานีที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย
ผลคดี
ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า
- ให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี
- คุมความประพฤติจำเลยไว้ 1 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง
- ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ภายในระยะเวลาคุมความประพฤติ
- และให้จำเลยทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร เป็นเวลา 12 ชั่วโมง
นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
สรุป
คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้วางหลักสำคัญว่า ประวัติการกระทำความผิดของจำเลยในขณะเป็นเยาวชนมิได้ถูกห้ามนำมาพิจารณาในทุกกรณี
เมื่อคดีปัจจุบันมิใช่คดีที่พิจารณาโดยศาลเยาวชนและครอบครัว และจำเลยพ้นจากการเป็นเด็กหรือเยาวชนแล้ว ศาลอาจนำประวัติการกระทำความผิดในอดีตมาเป็นส่วนหนึ่งของ ประวัติและความประพฤติของจำเลย เพื่อประกอบดุลพินิจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ว่าจะรอหรือไม่รอการลงโทษได้
อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยเคยกระทำความผิดมาก่อน มิได้หมายความว่าจะต้องไม่รอการลงโทษเสมอไป
ศาลยังต้องพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมดประกอบกัน เช่น ช่วงเวลาที่ผ่านมานับจากความผิดครั้งก่อน พฤติกรรมภายหลังพ้นการฝึกอบรม การกระทำความผิดซ้ำ การรับสารภาพ และการบรรเทาความเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย
สำหรับคดีนี้ แม้จำเลยเคยมีประวัติกระทำความผิดหลายครั้งในขณะเป็นเยาวชน แต่ความผิดในคดีปัจจุบันห่างจากครั้งก่อนเกือบสิบปี และจำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายสูงกว่าความเสียหายกว่าสองเท่า ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุก
ฎีกาย่อ
พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 84 วรรคหนึ่ง เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาคดีในศาลเยาวชนและครอบครัวเพื่อคุ้มครองสิทธิของเด็กหรือเยาวชน แต่เมื่อคดีปัจจุบันมิใช่คดีที่พิจารณาโดยศาลเยาวชนและครอบครัว และจำเลยมิใช่เด็กหรือเยาวชน ศาลอาจนำประวัติการกระทำความผิดอาญาของจำเลยในขณะเป็นเยาวชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประวัติและความประพฤติของจำเลย มาใช้ประกอบดุลพินิจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ในการพิจารณาว่าจะรอหรือไม่รอการลงโทษได้ การใช้ประวัติดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อมาตรา 84 วรรคหนึ่ง
แม้จำเลยเคยมีประวัติกระทำความผิดหลายครั้งขณะเป็นเยาวชน แต่เป็นการกระทำติดต่อกันในช่วงเวลาสั้น ๆ หลังพ้นการฝึกอบรมไม่ปรากฏว่ากระทำความผิดอีกจนถึงคดีนี้ซึ่งห่างจากความผิดครั้งก่อนเกือบสิบปี ประกอบกับจำเลยให้การรับสารภาพและชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายจำนวนสูงกว่าความเสียหายกว่าสองเท่า จึงยังไม่อาจฟังได้ถนัดว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดติดนิสัย และมีเหตุอันควรปรานีที่จะรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง
- ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56
- ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78
- ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90
- ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5)
- ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง
- พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1)
- พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 84 วรรคหนึ่ง
อ้างอิง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 736/2569
แหล่งที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา