สรุปคำพิพากษาคดีเลือกตั้งที่ ลต สว 66/2569
เรื่อง
การจัดหาบุคคลมาสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา การออกเงินค่าใช้จ่ายในการสมัคร และการชี้นำให้ลงคะแนนแก่ผู้สมัครที่กำหนดไว้ อันเป็นการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาและเป็นเหตุให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง
ประเด็นข้อกฎหมาย
พยานหลักฐานในคดีมีน้ำหนักรับฟังได้หรือไม่ว่า ผู้คัดค้านจัดหาบุคคลมาสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา สนับสนุนเงินค่าใช้จ่ายในการสมัคร และกำหนดให้ลงคะแนนแก่ผู้สมัครที่วางไว้
และพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการทุจริตเพื่อให้ผู้สมัครลงคะแนนให้แก่กัน อันทำให้การเลือกไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมหรือไม่
ข้อเท็จจริง
ก่อนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ผู้คัดค้านติดต่อบุคคลกลางให้ช่วยจัดหาบุคคลมาสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาในกลุ่มและพื้นที่ต่าง ๆ บุคคลกลางจึงชักชวนบุคคลหลายคนให้เข้าสมัครตามที่จัดเตรียมไว้
ต่อมา ผู้คัดค้านนัดพบบุคคลกลางที่ร้านอาหารและมอบเงินจำนวน 22,500 บาท เพื่อนำไปมอบให้ผู้สมัคร 5 คน คนละ 4,500 บาท โดยมีพยานร่วมเดินทางและรู้เห็นเกี่ยวกับการรับและส่งมอบเงินดังกล่าว
ผู้สมัคร 5 คนดังกล่าวให้ถ้อยคำและเบิกความยอมรับว่า บุคคลกลางเป็นผู้ขอให้สมัครโดยให้ค่าใช้จ่ายคนละ 4,500 บาท และบุคคลเหล่านั้นไม่ได้ต้องการสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาเพื่อประสงค์จะเป็นสมาชิกวุฒิสภาแต่อย่างใด
ก่อนและระหว่างการเลือกระดับอำเภอกับระดับจังหวัด มีการติดต่อกันทางโทรศัพท์และแอปพลิเคชันไลน์ โดยปรากฏข้อความเกี่ยวกับกลุ่มและหมายเลขของผู้สมัครที่ต้องการให้ลงคะแนน รวมถึงข้อความในลักษณะว่าได้จัดเตรียมไว้แล้วและให้ลงคะแนนตามที่บอก
เมื่อมีการร้องเรียน คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ไต่สวนและรวบรวมพยานหลักฐาน ได้แก่ คำเบิกความของบุคคลกลาง คำเบิกความของผู้สมัคร พยานเกี่ยวกับการส่งมอบเงิน คลิปเสียงการสนทนา ข้อความผ่านแอปพลิเคชันไลน์ และข้อมูลการติดต่อทางโทรศัพท์
คลิปเสียงมีเนื้อหาเกี่ยวกับการจัดหาบุคคลมาสมัครและการสนับสนุนเงินค่าสมัคร เมื่อนำไปตรวจพิสูจน์โดยกองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่พบร่องรอยการตัดต่อหรือเพิ่มเติมข้อมูลเสียง ส่วนจำนวนเงิน 22,500 บาท ก็สอดคล้องกับการแบ่งให้ผู้สมัคร 5 คน คนละ 4,500 บาท
ข้อมูลโทรศัพท์ยังแสดงว่า ระหว่างวันที่ 3 ถึงวันที่ 16 มิถุนายน 2567 ผู้คัดค้านกับบุคคลกลางติดต่อกัน 11 ครั้ง รวมถึงการติดต่อในช่วงก่อนการเลือกระดับอำเภอและในวันเลือกระดับจังหวัด
ข้อต่อสู้ของผู้คัดค้าน
ผู้คัดค้านปฏิเสธว่าไม่ได้มอบเงินจำนวน 22,500 บาท และโต้แย้งคลิปเสียงกับข้อความผ่านแอปพลิเคชันไลน์
ผู้คัดค้านอ้างด้วยว่า การพูดคุยบางส่วนเกิดขึ้นก่อนมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา จึงไม่เป็นการใช้หรือสั่งการให้บุคคลอื่นกระทำความผิด และอ้างว่าคำร้องกับพยานหลักฐานเกิดจากการกลั่นแกล้ง
คำวินิจฉัยของศาลฎีกา
น้ำหนักของพยานบุคคล
ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเห็นว่า พยานผู้ร้องบางคนมีลักษณะเป็นผู้ร่วมกระทำ จึงต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง แต่คำเบิกความของพยานดังกล่าวไม่ได้เป็นคำกล่าวอ้างลอย ๆ เพราะมีพยานหลักฐานอื่นประกอบและสนับสนุนกัน
คำเบิกความของบุคคลกลาง ผู้สมัคร และพยานเกี่ยวกับการรับกับส่งมอบเงิน มีรายละเอียดสอดคล้องกันทั้งเรื่องการจัดหาบุคคลมาสมัคร จำนวนเงิน และการนำเงินไปมอบแก่ผู้สมัคร
คลิปเสียง ข้อความไลน์ และข้อมูลโทรศัพท์
คลิปเสียงการสนทนาแสดงให้เห็นถึงเจตนาและข้อตกลงว่า ผู้คัดค้านจะเป็นผู้สนับสนุนเงินค่าสมัครแก่บุคคลที่จัดหามา และผลการตรวจพิสูจน์ไม่พบร่องรอยการตัดต่อหรือเพิ่มเติมข้อมูลเสียง
ข้อความผ่านแอปพลิเคชันไลน์แสดงถึงการติดต่อโดยตรง การแจ้งกลุ่มและหมายเลขของผู้สมัครที่ต้องการให้ลงคะแนน ขณะที่ข้อมูลโทรศัพท์ยืนยันว่าผู้คัดค้านกับบุคคลกลางติดต่อกันอย่างใกล้ชิดในช่วงเวลาสำคัญของการเลือก
จำนวนเงิน 22,500 บาทยังสอดคล้องกับเงินที่แบ่งให้ผู้สมัคร 5 คน คนละ 4,500 บาท พยานหลักฐานแต่ละส่วนจึงเชื่อมโยงและสนับสนุนกัน
ข้อปฏิเสธของผู้คัดค้าน
ผู้คัดค้านไม่ได้ปฏิเสธคลิปเสียงและข้อความผ่านแอปพลิเคชันไลน์โดยชัดแจ้งพร้อมนำพยานหลักฐานมาหักล้าง และไม่ได้แจ้งความให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีว่ามีผู้จัดทำหลักฐานดังกล่าวใส่ร้ายผู้คัดค้าน
นอกจากนี้ ไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านกับบุคคลกลางมีเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน จึงไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าพยานจะกลั่นแกล้งให้ถ้อยคำและเบิกความปรักปรำผู้คัดค้าน ข้ออ้างของผู้คัดค้านจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง
การกระทำที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน
แม้การสนทนาระหว่างผู้คัดค้านกับบุคคลกลางบางส่วนจะเกิดขึ้นก่อนมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา แต่พฤติการณ์ต่อมาตั้งแต่การติดต่อจัดหาคนสมัคร การสนับสนุนเงิน ไปจนถึงการส่งข้อความให้ลงคะแนนแก่ผู้สมัครที่ต้องการ เป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกันโดยตลอด
ศาลรับฟังว่าเป็นการทุจริตเพื่อให้ผู้สมัครลงคะแนนให้แก่กัน เป็นเหตุให้การเลือกตามวิธีการที่กฎหมายกำหนด ไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม
การกระทำยังขัดต่อเจตนารมณ์ของการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งกำหนดให้ผู้สมัครเลือกกันเองภายในกลุ่มและเลือกผู้สมัครในกลุ่มอื่นที่อยู่ในสายเดียวกัน เพื่อให้ได้บุคคลซึ่งมีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพ หรือการทำงานด้านต่าง ๆ ที่หลากหลายของสังคม เข้าไปทำหน้าที่ในวุฒิสภา
ศาลจึงวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้คัดค้านกับพวกเป็นการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา
ผลคดี
ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิพากษาให้
> เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านเป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา
ผลคดีเป็นการเพิกถอน สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง มิใช่การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
สรุป
คดีนี้ศาลไม่ได้พิจารณาการชักชวนให้สมัคร การจ่ายเงิน และการชี้นำลงคะแนนแยกออกจากกัน แต่พิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมดประกอบกัน ตั้งแต่
> จัดหาบุคคลมาสมัคร → จ่ายเงินสนับสนุน → กำหนดให้ลงคะแนนแก่ผู้สมัครที่วางไว้
เมื่อพยานบุคคล คลิปเสียง ข้อความผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ข้อมูลโทรศัพท์ และจำนวนเงินต่างสอดคล้องเชื่อมโยงกัน ศาลจึงรับฟังว่าเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกันโดยตลอด และเป็นการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ทำให้การเลือกไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226
บทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจศาลฎีกาในการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือบุคคลใดกระทำการทุจริตในการเลือกตั้งหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62
บทบัญญัติเกี่ยวกับการดำเนินการเมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกสมาชิกวุฒิสภามิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม หรือมีการกระทำอันเป็นการทุจริตในการเลือก
ฎีกาย่อ
ผู้คัดค้านติดต่อบุคคลกลางให้จัดหาบุคคลไปสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา สนับสนุนเงิน 22,500 บาท เพื่อนำไปแบ่งให้ผู้สมัคร 5 คน คนละ 4,500 บาท และมีการติดต่อทางโทรศัพท์กับแอปพลิเคชันไลน์เพื่อแจ้งกลุ่มและหมายเลขของผู้สมัครที่ต้องการให้ลงคะแนน คำเบิกความของบุคคลกลาง ผู้สมัคร และพยานเกี่ยวกับการส่งมอบเงิน มีคลิปเสียงซึ่งตรวจพิสูจน์แล้วไม่พบการตัดต่อ ข้อความผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ข้อมูลโทรศัพท์ และจำนวนเงินที่สอดคล้องกันเป็นพยานหลักฐานประกอบ ส่วนข้อปฏิเสธของผู้คัดค้านไม่มีน้ำหนักหักล้าง แม้การสนทนาบางส่วนเกิดขึ้นก่อนมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา แต่การจัดหาบุคคลมาสมัคร การสนับสนุนเงิน และการสั่งให้ลงคะแนนแก่ผู้สมัครที่กำหนด เป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกันโดยตลอด อันเป็นการทุจริตเพื่อให้ผู้สมัครลงคะแนนให้แก่กัน ทำให้การเลือกไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ศาลพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านเป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา
อ้างอิง
คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งที่ ลต สว 66/2569
พิพากษาวันที่ 2 กรกฎาคม 2569
เรื่อง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา — เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง
คำค้น
ลต สว 66/2569, จัดคนสมัคร ส.ว., จ่ายเงินค่าสมัคร ส.ว., ชี้นำลงคะแนน, ทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา, การเลือกไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม, เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง, เลือก ส.ว., คดีเลือกตั้ง, คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง