ยอมให้ประชาชนใช้ทางโดยไม่หวงกัน เป็นการอุทิศโดยปริยายหรือไม่?
สรุป
เจ้าของที่ดินเดิมยินยอมให้ประชาชนโดยทั่วไปใช้ทางพิพาทเป็นทางสัญจรโดยไม่มีการหวงกันมาตั้งแต่ปี 2530 ก่อนมีการจดทะเบียนอาคารชุดและก่อนจำเลยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอาคารชุด
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าเจ้าของที่ดินเดิมได้ยกทางพิพาทให้เป็น สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) โดยปริยาย ไม่จำต้องแสดงเจตนาอุทิศหรือจดทะเบียนยกให้เป็นทางสาธารณะต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
แม้ภายหลังที่ดินซึ่งทางพิพาทตั้งอยู่จะถูกนำไปจดทะเบียนเป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุด และนิติบุคคลอาคารชุดจะก่อสร้างคานเหล็กปิดกั้นทาง ก็ไม่ทำให้ทางพิพาทหมดสภาพจากการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และไม่กลับไปเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่ดินเดิมอีก
เรื่อง
อุทิศที่ดินให้เป็นทางสาธารณะโดยปริยาย — เจ้าของเดิมยินยอมให้ประชาชนใช้ทางโดยไม่มีการหวงกัน — การนำที่ดินไปจดทะเบียนเป็นทรัพย์ส่วนกลางในภายหลัง
ประเด็นข้อกฎหมาย
ทางพิพาทที่นิติบุคคลอาคารชุดก่อสร้างคานเหล็กปิดกั้นนั้น เป็น ทางสาธารณะและเป็นถนนตามกฎหมายหรือไม่
และในส่วนที่เกี่ยวกับการอุทิศที่ดิน มีประเด็นสำคัญว่า
การที่เจ้าของที่ดินเดิมยินยอมให้ประชาชนทั่วไปใช้ทางเป็นทางสัญจรโดยไม่มีการหวงกัน ถือเป็นการอุทิศให้เป็นทางสาธารณะโดยปริยายหรือไม่ และการจดทะเบียนที่ดินเป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดในภายหลังจะเปลี่ยนสถานะของทางดังกล่าวได้หรือไม่
ข้อเท็จจริง
อาคารชุดจดทะเบียนเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2533 และจำเลยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอาคารชุดเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2533 มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลาง โดยที่ดินซึ่งทางพิพาทตั้งอยู่ถูกนำไปจดทะเบียนเป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุด
อย่างไรก็ดี ก่อนมีการจดทะเบียนอาคารชุดนั้น เจ้าของที่ดินเดิมได้เปิดให้ประชาชนใช้ทางพิพาทเป็นทางสัญจร โดยข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วรับฟังว่า พยานโจทก์และประชาชนใช้ทางพิพาทเป็นทางสัญจรมาหลายสิบปีตั้งแต่ปี 2530 โดยไม่มีบุคคลใดปิดกั้นหรือโต้แย้งคัดค้าน
ต่อมาในปี 2561 จำเลยได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างรั้วเพื่อใช้เป็นคานเปิด-ปิดบนที่ดินดังกล่าว และตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยก่อสร้างคานเหล็กแบบเปิด-ปิด ปิดกั้นทางเข้าออกทั้งสองด้าน ต่อมามีการร้องเรียนว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะ เจ้าพนักงานท้องถิ่นจึงมีคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนวัตถุออกจากทางพิพาท
จำเลยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว แต่ถูกยกอุทธรณ์ และได้ฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่ง โดยยังไม่ได้รื้อคานเหล็กออกจากทางพิพาท ต่อมาเทศบาลแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย
ข้อฎีกาบางส่วนที่ศาลไม่รับวินิจฉัย
จำเลยฎีกาในทำนองว่า ประชาชนไม่ได้ใช้ทางพิพาทมาตั้งแต่ปี 2530 พยานโจทก์เพิ่งร้องเรียนในปี 2557 จำเลยใช้สิทธิปิดกั้นทางมาโดยตลอด เชื่อโดยสุจริตว่ามีสิทธิปิดกั้นเพราะเป็นทรัพย์ส่วนกลาง และจำเลยไม่เคยจดทะเบียนยกทางพิพาทให้เป็นทางสาธารณะ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้ออ้างดังกล่าวเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้างเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย และเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยมิได้ยกโต้แย้งไว้ในคำแก้อุทธรณ์ จึงถือว่าไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยข้อฎีกาส่วนนี้
คำวินิจฉัยศาลฎีกา
1. เจ้าของที่ดินเดิมยินยอมให้ประชาชนใช้ทางโดยไม่มีการหวงกัน
ศาลฎีกายึดข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วว่า พยานโจทก์และประชาชนใช้ทางพิพาทเป็นทางสัญจรมาหลายสิบปีตั้งแต่ปี 2530 โดยไม่มีบุคคลใดปิดกั้นหรือโต้แย้งคัดค้าน และการจดทะเบียนอาคารชุดเกิดขึ้นภายหลังจากที่เจ้าของที่ดินเดิมเปิดให้ประชาชนใช้ทางพิพาทเป็นทางสัญจร
ศาลเห็นว่า การที่ เจ้าของที่ดินเดิมยินยอมให้ประชาชนโดยทั่วไปใช้ทางพิพาทเป็นทางสัญจรโดยไม่มีการหวงกันใด ๆ มาตั้งแต่ปี 2530 ถือได้ว่าเจ้าของที่ดินเดิมได้ยกทางพิพาทให้เป็น
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) แล้ว โดยปริยาย
2. การอุทิศโดยปริยายไม่จำต้องจดทะเบียน
ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า การยกทางให้เป็นสาธารณะโดยปริยายดังกล่าว
หาจำต้องแสดงเจตนาอุทิศให้หรือจดทะเบียนยกให้เป็นทางสาธารณะต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แต่อย่างใดไม่
ดังนั้น จุดสำคัญของคดีนี้จึงมิใช่เพียงข้อเท็จจริงว่า “ประชาชนใช้ทางมาเป็นเวลานาน” แต่ศาลพิจารณาจากพฤติการณ์ว่า เจ้าของที่ดินเดิมยินยอมให้ประชาชนทั่วไปใช้เป็นทางสัญจรโดยไม่มีการหวงกัน
3. จดทะเบียนเป็นทรัพย์ส่วนกลางภายหลัง ไม่ทำให้ทางกลับเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของเดิม
แม้ทางพิพาทจะอยู่ในเขตที่ดินซึ่งภายหลังถูกนำไปจดทะเบียนเป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุด และจำเลยจะก่อสร้างคานเหล็กปิดกั้นทางพิพาทในลักษณะหวงกันไม่ให้ประชาชนใช้ทาง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำดังกล่าว
ไม่ทำให้ทางพิพาทหมดสภาพจากการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน กลับไปเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่ดินเดิมอีก
จำเลยจึงไม่อาจนำบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 ซึ่งเกี่ยวกับการคุ้มครองทรัพย์ส่วนกลาง การลงมติของเจ้าของร่วม การจำหน่ายทรัพย์ส่วนกลาง และการเปลี่ยนแปลงหรือจัดการทรัพย์ส่วนกลาง มาหักล้างการแสดงเจตนาโดยปริยายของเจ้าของที่ดินเดิมได้ เพราะบทบัญญัติดังกล่าวคุ้มครองเฉพาะประโยชน์ของเจ้าของร่วมในอาคารชุด
4. ทางพิพาทเป็น “ถนน” ตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาดฯ
พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 มาตรา 4 ให้นิยามคำว่า “ถนน” รวมถึงถนนส่วนบุคคลซึ่งเจ้าของยินยอมให้ประชาชนใช้เป็นทางสัญจรได้
ศาลจึงวินิจฉัยว่า ทางพิพาทเป็น “ถนน” ตามความหมายดังกล่าว และการที่จำเลยก่อสร้างคานเหล็กปิดกั้นทางพิพาท จึงเป็นการตั้ง วาง หรือกองวัตถุใด ๆ บนถนน อันเป็นความผิดตามฟ้อง
ผลของกฎหมายว่าด้วยการปรับเป็นพินัย
ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา พระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 มาตรา 39 มีผลใช้บังคับ ทำให้ความผิดตามพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดฯ มาตรา 19 และมาตรา 57 ซึ่งเดิมเป็นความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียว เปลี่ยนเป็นความผิดทางพินัย
เมื่อความผิดทางพินัยดังกล่าวเป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 385 ความผิดทางพินัยจึงเป็นอันยุติไปตามมาตรา 16 (1) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัยฯ และกรณีต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 385
ผลคดี
ศาลฎีกาพิพากษาว่า
จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 385 ปรับ 5,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
สรุปหลักจากคำพิพากษา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5659/2567 แสดงหลักสำคัญเกี่ยวกับการอุทิศที่ดินให้เป็นทางสาธารณะโดยปริยายว่า
การอุทิศไม่จำเป็นต้องมีหนังสือหรือการจดทะเบียนเสมอไป
หากเจ้าของที่ดินเดิม ยินยอมให้ประชาชนโดยทั่วไปใช้ที่ดินเป็นทางสัญจรโดยไม่มีการหวงกัน พฤติการณ์ดังกล่าวอาจถือเป็นการยกทางให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามมาตรา 1304 (2) โดยปริยายได้
และเมื่อทางนั้นมีสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว การนำที่ดินซึ่งทางตั้งอยู่ไปจดทะเบียนเป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดในภายหลัง หรือการกลับมาปิดกั้นหวงกันภายหลัง ไม่ทำให้ทางนั้นกลับไปเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่ดินเดิม
ข้อควรระวังคือ ไม่ควรนำคดีนี้ไปสรุปกว้างว่า “เพียงประชาชนใช้ทางมานานก็กลายเป็นทางสาธารณะ” เพราะข้อเท็จจริงที่ศาลให้ความสำคัญคือ การยินยอมของเจ้าของที่ดินเดิมให้ประชาชนทั่วไปใช้ทางสัญจรโดยไม่มีการหวงกัน
ฎีกาย่อ
เนื่องจากมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 โดยมาตรา 39 มีผลให้ความผิดตามพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 มาตรา 19 และมาตรา 57 ซึ่งเป็นความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวและอยู่ในบัญชี 1 ท้ายพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัยฯ เปลี่ยนเป็นความผิดทางพินัย
เมื่อความผิดทางพินัยดังกล่าวเป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 385 ความผิดทางพินัยจึงเป็นอันยุติไปตามมาตรา 16 (1) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัยฯ กรณีต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 385
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2)
- ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 90 และ 385
- ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252
- พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 15 (1), 16 และ 48 (2) (4) (6)
- พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 มาตรา 4, 19 และ 57
- พระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 มาตรา 16 (1), 39 และ 45
- พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4
อ้างอิง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5659/2567
คำค้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5659/2567, อุทิศที่ดินให้เป็นทางสาธารณะ, อุทิศโดยปริยาย, ทางสาธารณะ, สาธารณสมบัติของแผ่นดิน, มาตรา 1304, เจ้าของยินยอมให้ประชาชนใช้ทาง, ทรัพย์ส่วนกลางอาคารชุด, ปิดกั้นทางสาธารณะ, นิติบุคคลอาคารชุด, ฎีกาศึกษา