ฎีกาที่ 5054/2568
ซื้อที่ดินระหว่างสมรส แต่จดทะเบียนถือกรรมสิทธิ์คนละ 1 ใน 6 ส่วน ยังเป็นสินสมรสหรือไม่?
สรุปคำพิพากษา
แม้ที่ดินจะได้มาในระหว่างสมรส แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า สามี ภริยา และบุตรอีก 4 คน ซื้อที่ดินร่วมกันและจดทะเบียนถือกรรมสิทธิ์ คนละ 1 ใน 6 ส่วน ศาลฎีกาเห็นว่า พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าสามีภริยาได้ตกลงเกี่ยวกับการถือกรรมสิทธิ์ของแต่ละฝ่ายไว้อย่างชัดเจนแน่นอน
ข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็น สัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่สามีภริยาทำไว้ต่อกันในระหว่างสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 และมีผลให้ที่ดินซึ่งเดิมเป็นสินสมรสถูกจัดการแบ่งปันให้เป็นสัดส่วนชัดเจน ดังนั้น ที่ดิน 1 ใน 6 ส่วนที่ผู้ตายถือกรรมสิทธิ์ จึงเป็นสินส่วนตัวของผู้ตายตามมาตรา 1471 (3) ไม่ใช่สินสมรสที่คู่สมรสจะขอแบ่งกึ่งหนึ่งได้
เรื่อง
เจ้าของรวม — สัญญาระหว่างสมรส — สินส่วนตัว — ข้อที่มิได้ว่ากันมาในศาลชั้นต้น — ทุนทรัพย์
คำพิพากษาต้นฉบับระบุกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ป.พ.พ. มาตรา 1356, 1469, 1471 และ ป.วิ.พ. มาตรา 225, 150
ประเด็นสำคัญ
ประเด็นหลัก
ที่ดินที่ได้มาในระหว่างสมรส แต่สามีภริยาจดทะเบียนกำหนดส่วนกรรมสิทธิ์ของแต่ละฝ่ายไว้อย่างชัดเจน คนละ 1 ใน 6 ส่วน จะยังเป็นสินสมรสที่อีกฝ่ายมีสิทธิขอแบ่งกึ่งหนึ่งหรือไม่
ประเด็นรอง
การที่จำเลยที่ 1 ยกข้ออ้างเกี่ยวกับการตกลงถือกรรมสิทธิ์และสัญญาระหว่างสมรสขึ้นในชั้นอุทธรณ์ ทั้งที่ไม่ได้กล่าวไว้โดยตรงในคำให้การ เป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาโดยชอบในศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่งหรือไม่
ข้อเท็จจริง
โจทก์กับผู้ตายเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย
ในระหว่างสมรส มีการซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยผู้ซื้อมีทั้งหมด 6 คน ได้แก่ โจทก์ ผู้ตาย และบุตรอีก 4 คน
มีการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวโดยแต่ละคนมีส่วนเท่ากัน คนละ 1 ใน 6 ส่วน โจทก์และผู้ตายจึงต่างมีชื่อถือกรรมสิทธิ์คนละ 1 ใน 6 ส่วน
ต่อมาผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งสองได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย
โจทก์อ้างว่าที่ดิน 1 ใน 6 ส่วนซึ่งอยู่ในชื่อผู้ตายเป็นทรัพย์ที่ได้มาในระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรส และขอให้จำเลยทั้งสองแบ่งส่วนดังกล่าวให้โจทก์กึ่งหนึ่ง
คำวินิจฉัยศาลฎีกา
1. ข้ออ้างดังกล่าวเป็นเรื่องที่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น
แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้ให้การไว้โดยตรงเกี่ยวกับการตกลงถือกรรมสิทธิ์รวมและการทำสัญญาระหว่างสมรส แต่คดีมีประเด็นข้อพิพาทอยู่แล้วว่า ทรัพย์สินตามฟ้องเป็นสินสมรสของโจทก์กับผู้ตายหรือไม่
และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการถือกรรมสิทธิ์ปรากฏอยู่ในโฉนดที่ดินซึ่งเป็นพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทดังกล่าว
ศาลฎีกาจึงถือว่าเป็น เรื่องที่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง
2. การกำหนดกรรมสิทธิ์คนละ 1 ใน 6 ส่วน เป็นข้อตกลงระหว่างสมรส
ศาลฎีกาพิจารณาว่า โจทก์ ผู้ตาย และบุตรอีก 4 คน ซื้อที่ดินร่วมกัน และแต่ละคนมีส่วนในที่ดินเท่ากัน คือ คนละ 1 ใน 6 ส่วน
โจทก์กับผู้ตายได้ที่ดินมาในระหว่างสมรส โดยทำสัญญาซื้อขายร่วมกับบุตรทั้ง 4 คนในวันเดียวกัน และจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์กับผู้ตายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์โดยมีส่วนเท่ากัน
ศาลฎีกาเห็นว่า พฤติการณ์ดังกล่าว
ข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็น สัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่โจทก์กับผู้ตายทำไว้ต่อกันในระหว่างสมรส จึงเป็น สัญญาระหว่างสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1469
3. ที่ดิน 1 ใน 6 ส่วนของผู้ตายเป็นสินส่วนตัว
ผลของข้อตกลงดังกล่าวทำให้ที่ดินส่วนของโจทก์กับผู้ตายซึ่งเดิมเป็นสินสมรส ได้มีการจัดการแบ่งปันให้เป็นสัดส่วนชัดเจน โดยต่างฝ่ายต่างยกที่ดินส่วนของตนให้อีกฝ่ายหนึ่งเป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่าย
ดังนั้น ที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 เฉพาะส่วนที่ผู้ตายมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ 1 ใน 6 ส่วน จึงไม่ใช่สินสมรสของโจทก์กับผู้ตาย แต่เป็นสินส่วนตัวของผู้ตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1471 (3)
โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแบ่งทรัพย์สินส่วนดังกล่าว
ผลคดี
ศาลฎีกา พิพากษาแก้ ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนแบ่งทรัพย์หรือแก้ไขหลักฐานทางทะเบียนให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินรายการที่ 1 กึ่งหนึ่ง
นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ส่วนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา ศาลฎีกาอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับทรัพย์สินรายการที่ 1 ซึ่งมีทุนทรัพย์ที่พิพาท 1,000,000 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกิน 70,225 บาท แก่จำเลยที่ 1 และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
สรุปหลักจากคำพิพากษา
จุดสำคัญของคดีนี้ไม่ได้อยู่เพียงว่าทรัพย์ได้มาในระหว่างสมรสหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าสามีภริยาได้ตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นไว้อย่างไร
ตามข้อเท็จจริงของคดีนี้ การซื้อที่ดินร่วมกับบุตรอีก 4 คน และการจดทะเบียนกำหนดกรรมสิทธิ์ของแต่ละคนไว้ คนละ 1 ใน 6 ส่วนอย่างชัดเจน แสดงถึงข้อตกลงระหว่างสามีภริยาเกี่ยวกับการถือกรรมสิทธิ์
เมื่อข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาระหว่างสมรสตามมาตรา 1469 และมีการแบ่งทรัพย์ให้เป็นสัดส่วนแล้ว 1 ใน 6 ส่วนของผู้ตายจึงเป็นสินส่วนตัวตามมาตรา 1471 (3) ไม่ใช่สินสมรสที่จะนำมาแบ่งกึ่งหนึ่งอีก
ฎีกาย่อ
ความปรากฏตามสำเนาโฉนดที่ดินว่า มีการจดทะเบียนโอนขายที่ดินแก่โจทก์ ผู้ตาย และบุตรอีก 4 คน โดยแต่ละคนมีส่วนในที่ดินเท่ากันคนละ 1 ใน 6 ส่วน และโจทก์กับผู้ตายได้ที่ดินมาระหว่างสมรสโดยร่วมกับบุตร 4 คนทำสัญญาซื้อขายที่ดินกับผู้ขายในวันเดียวกัน และจดทะเบียนใส่ชื่อทั้งโจทก์กับผู้ตายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินมีส่วนเท่ากัน แสดงว่าโจทก์กับผู้ตายตกลงกันเกี่ยวกับการถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินของแต่ละคนโดยชัดเจนแน่นอน มีลักษณะเป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่โจทก์กับผู้ตายได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างสมรส อันเป็นสัญญาระหว่างสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 และมีผลให้ที่ดินส่วนของโจทก์กับผู้ตายซึ่งเป็นสินสมรสได้จัดการแบ่งปันให้เป็นสัดส่วน โดยต่างฝ่ายต่างยกที่ดินส่วนของตนให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งเป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่าย ที่ดินเฉพาะส่วนที่ผู้ตายมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ 1 ใน 6 ส่วน จึงไม่ใช่สินสมรสของโจทก์กับผู้ตาย แต่เป็นสินส่วนตัวของผู้ตายตามมาตรา 1471 (3) โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแบ่งทรัพย์สินดังกล่าว
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 1356 — เจ้าของรวม
มาตรา 1469 — สัญญาระหว่างสมรส
มาตรา 1471 (3) — สินส่วนตัว
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 225 — ข้อที่มิได้ว่ากันมาโดยชอบในศาลชั้นต้น
มาตรา 150 — ทุนทรัพย์
อ้างอิง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5054/2568
คำค้น
ฎีกาที่ 5054/2568, สินสมรส, สินส่วนตัว, สัญญาระหว่างสมรส, มาตรา 1469, มาตรา 1471, ซื้อที่ดินระหว่างสมรส, ถือกรรมสิทธิ์คนละส่วน, เจ้าของรวม, แบ่งสินสมรส, ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา, ผู้จัดการมรดก