ฎีกาที่ 514/2567

#ฎีกาศึกษา #ทนายความ

ฎีกาที่ 514/2567 อ้างว่าชำระหนี้เงินกู้ครบแล้ว ใครมีภาระพิสูจน์?

สรุปคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 อ้างว่าได้ชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายกล่าวอ้างข้อเท็จจริงดังกล่าว จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1

แต่ทางนำสืบของจำเลยมีเพียงจำเลยที่ 2 เป็นพยานปากเดียว เบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ ว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้ครบแล้ว และไม่มีพยานหลักฐานอื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสอง มาแสดงให้เห็นว่าชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว

ศาลฎีกาจึงเห็นว่า พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วจริง จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระหนี้ตามฟ้อง


เรื่อง

กู้ยืมเงิน — หลักฐานการกู้ยืม — การชำระหนี้ — ภาระการพิสูจน์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 514/2567 เกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1


ประเด็นข้อกฎหมาย

1. เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมและรับเงินจากโจทก์จริง โจทก์จำเป็นต้องอาศัยหลักฐานการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ยืมตามมาตรา 653 วรรคหนึ่งมาแสดงต่อศาลหรือไม่

2. เมื่อจำเลยที่ 1 อ้างว่าได้ชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ฝ่ายใดมีภาระการพิสูจน์ และพยานหลักฐานของจำเลยเพียงพอให้รับฟังว่าชำระหนี้ครบแล้วหรือไม่


ข้อเท็จจริง

โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2554 มีเอกสารสัญญากู้ยืมเงินและใบรับเงินกู้จำนวน 4,500,000 บาท และเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2554 มีเอกสารสัญญากู้ยืมเงินและใบรับเงินกู้อีกจำนวน 25,500,000 บาท โดยมีการรับเงินกู้เป็นเช็ค

ก่อนฟ้องคดี โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้เงินกู้จำนวน 15,500,000 บาท แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระ

โจทก์จึงฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 23,429,376.71 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยมีต้นเงิน 15,500,000 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 15,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามที่กำหนดในคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา


คำวินิจฉัยศาลฎีกา

1. โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 หรือไม่

จำเลยที่ 1 ฎีกาในสาระว่า แม้เอกสารสัญญากู้ยืมเงินและใบรับเงินกู้จะเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืม แต่กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อโดยไม่ได้ประทับตราสำคัญของบริษัท จึงไม่อาจถือว่าเป็นการลงลายมือชื่อผู้ยืมที่ผูกพันจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาพิจารณาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การและนำสืบในทำนองเดียวกันว่า หนี้เงินกู้ตามฟ้องเป็นการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน เพื่อนำเงินไปใช้เป็นทุนในกิจการของจำเลยที่ 1 และอ้างว่าปัจจุบันมีการชำระหนี้แล้ว

จำเลยที่ 2 ยังนำสืบว่าไม่ได้ร่วมกู้ในนามตนเอง ไม่ได้รับเงินหรือประโยชน์ใด ๆ และเงินที่กู้ยืมนำไปใช้ในกิจการของจำเลยที่ 1

ศาลฎีกาจึงถือว่า จำเลยที่ 1 ยอมรับว่ามีการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามฟ้องจริง

นอกจากนี้ ยังปรากฏว่ามีการลงลายมือชื่ออนุมัติการกู้ยืมเงิน และมีการสั่งจ่ายเช็คจำนวน 4,500,000 บาท และ 25,500,000 บาท จากบัญชีของโจทก์มอบให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วมีการเบิกถอนเงินตามเช็คไปแล้ว

ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมและรับเงินจากโจทก์จริง

กรณีนี้จึงไม่จำต้องอาศัยหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญมาแสดงต่อศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง

โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1

2. จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เงินกู้ครบถ้วนแล้วหรือไม่

ศาลฎีกาพิจารณารายการในงบแสดงฐานะการเงินของโจทก์ว่า เป็นตัวเลขสรุปฐานะการเงินประจำปีของนิติบุคคลที่ยื่นต่อหน่วยราชการ การจะเชื่อถือว่าเป็นความจริงต้องมีพยานเอกสารอื่นมาแสดงประกอบ

อีกทั้งพยานโจทก์ก็ไม่ได้ยืนยันว่า รายการให้กู้ยืมจำนวน 31,398,073.53 บาท เป็นรายการหนี้ให้กู้ยืมแก่จำเลยที่ 1

อย่างไรก็ตาม โจทก์มีใบเสร็จรับเงินเป็นพยานหลักฐานแสดงว่า ในปี 2556 ถึงปี 2557 จำเลยที่ 1 ยังผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ และจำเลยที่ 1 ไม่ได้นำสืบหักล้างในเรื่องนี้

นอกจากนี้ ในปี 2562 และปี 2563 จำเลยที่ 1 ยังคงระบุในแบบนำส่งงบการเงินของตนว่า จำเลยที่ 1 ยังเป็นหนี้เงินกู้ระยะยาวของโจทก์อยู่เป็นเงิน 15,550,000 บาท

เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายกล่าวอ้างว่าได้ชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 1 จึงมีภาระการพิสูจน์ในเรื่องนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1

แต่ตามทางนำสืบของจำเลยที่ 1 มีเพียงจำเลยที่ 2 เป็นพยานปากเดียว เบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ ว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้เงินกู้ครบถ้วนแล้ว แต่โจทก์ไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบ จึงยังมีรายการหนี้เงินกู้ของโจทก์ค้างอยู่ในงบการเงินของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 ไม่มีพยานหลักฐานอื่นตามที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสอง มาแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว

ศาลฎีกาจึงเห็นว่า พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เงินกู้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วจริง

จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์ตามฟ้อง


ผลคดี

ศาลฎีกาพิพากษายืน

ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ


ฎีกาย่อ

การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การและนำสืบในทำนองเดียวกันว่า หนี้เงินกู้ตามฟ้องเป็นการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน เพื่อนำไปใช้เป็นเงินทุนในกิจการของจำเลยที่ 1 และอ้างว่ามีการชำระหนี้แล้ว ประกอบกับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการอนุมัติการกู้ การสั่งจ่ายเช็ค และการเบิกถอนเงินตามเช็ค ทำให้รับฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมและรับเงินจากโจทก์จริง กรณีจึงไม่จำต้องอาศัยหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญมาแสดงต่อศาลตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง

เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายอ้างว่าได้ชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 1 มีภาระการพิสูจน์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 แต่มีเพียงจำเลยที่ 2 เป็นพยานปากเดียวเบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ และไม่มีพยานหลักฐานอื่นตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคสอง มาแสดงให้เห็นว่าชำระหนี้ครบแล้ว พยานหลักฐานจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ครบถ้วนแล้วจริง


สรุปหลักจากคดี

คดีนี้มีสาระสำคัญสองส่วน

ประการแรก เมื่อข้อเท็จจริงในคดีรับฟังเป็นยุติว่ามีการกู้ยืมและรับเงินจริง และจำเลยเองยอมรับว่ามีการกู้ยืมตามฟ้อง ศาลวินิจฉัยว่าในกรณีนี้ไม่จำต้องอาศัยหลักฐานแห่งการกู้ยืมตามมาตรา 653 วรรคหนึ่งมาแสดงต่อศาล

ประการที่สอง เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายอ้างว่าได้ชำระหนี้ครบแล้ว จำเลยมีภาระพิสูจน์ข้ออ้างนั้น หากพยานหลักฐานไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่ามีการชำระครบ จำเลยย่อมไม่อาจอาศัยข้ออ้างดังกล่าวให้พ้นจากความรับผิดได้

จุดสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงที่การกล่าวว่า “ชำระแล้ว” แต่ต้องพิจารณาว่า ฝ่ายที่กล่าวอ้างสามารถนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ข้ออ้างนั้นได้หรือไม่ ตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ปรากฏในคดีนี้


กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่งและวรรคสอง

ประเด็นเกี่ยวกับหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน และหลักฐานเกี่ยวกับการชำระหนี้เงินกู้

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1

ประเด็นเกี่ยวกับภาระการพิสูจน์ของคู่ความฝ่ายที่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนข้ออ้างของตน


อ้างอิง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 514/2567


คำค้น

ฎีกาที่ 514/2567, ชำระหนี้เงินกู้, ภาระการพิสูจน์, มาตรา 84/1, มาตรา 653, หลักฐานการชำระหนี้, กู้ยืมเงิน, พยานหลักฐานไม่มีน้ำหนัก, อ้างว่าชำระหนี้แล้ว, คำพิพากษาศาลฎีกา

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า