คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 978/2567
สำคัญผิดในราคาขายฝาก 160,000 บาท แต่สัญญาระบุ 500,000 บาท สัญญาขายฝากเป็นโมฆะ
สรุปคำพิพากษา
ผู้ขายฝากตั้งใจทำนิติกรรม ขายฝากที่ดิน แต่ขณะทำสัญญาเข้าใจว่าตกลงราคาขายฝากกันที่ 160,000 บาท ตามจำนวนเงินที่ตนได้รับจริง ขณะที่ในสัญญาระบุราคาขายฝากไว้ 500,000 บาท
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้การสำคัญผิดในเรื่องราคาขายฝากจะมิใช่การสำคัญผิดในลักษณะของนิติกรรม ตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณี หรือทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม แต่ ราคาที่ตกลงขายฝากมีความสำคัญมากพอกับตัวทรัพย์ที่เป็นวัตถุแห่งนิติกรรม จึงเป็นการสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม
สัญญาขายฝากจึง ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 และต้องเพิกถอนการจดทะเบียนขายฝาก
เรื่อง
สำคัญผิดในราคาขายฝาก — นิติกรรมเป็นโมฆะ — การคืนเงินฐานลาภมิควรได้ — ศาลพิพากษาให้คืนเงินได้แม้ไม่มีฟ้องแย้ง
ประเด็นข้อกฎหมาย
- 1. การที่ผู้ขายฝากเข้าใจว่าราคาขายฝากเป็น 160,000 บาท แต่ในสัญญาระบุ 500,000 บาท เป็นการสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมหรือไม่
- 2. เมื่อสัญญาขายฝากเป็นโมฆะ เงิน 160,000 บาทที่โจทก์ได้รับต้องคืนแก่จำเลยที่ 1 หรือไม่
- 3. แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ฟ้องแย้งขอคืนเงิน ศาลจะพิพากษาให้โจทก์คืนเงินได้หรือไม่
ข้อเท็จจริง
เดิมโจทก์กู้เงินจากจำเลยที่ 1 จำนวน 250,000 บาท และจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันหนี้
ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2558 โจทก์จดทะเบียนไถ่ถอนจำนอง แล้วจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 ในราคา 500,000 บาท มีกำหนดเวลา 1 ปี โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 ในการดำเนินการเกี่ยวกับสัญญาจำนองและสัญญาขายฝาก
ภายหลังปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ได้มอบเงินค่าขายฝากจำนวน 500,000 บาท แก่จำเลยที่ 2 เพื่อนำไปมอบให้โจทก์ แต่จำเลยที่ 2มอบให้โจทก์เพียง 160,000 บาท ส่วนอีก 340,000 บาท จำเลยที่ 2 เบียดบังเอาไป
มีการเจรจาและทำบันทึกข้อตกลง โดยจำเลยที่ 2 ยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าว และจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นพยานในบันทึก
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินคืนแก่โจทก์ในราคา 160,000 บาท
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
คำวินิจฉัยศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยก่อนว่า ข้อที่โจทก์นำสืบในทำนองว่าโจทก์เข้าใจว่าทำสัญญากู้และจำนอง แต่ภายหลังทราบว่าสัญญาที่ทำเป็นสัญญาขายฝาก อันเป็นการกล่าวอ้างว่าสำคัญผิดใน ประเภทของนิติกรรม นั้น เป็นข้อที่ขัดกับข้อกล่าวอ้างในคำฟ้อง จึงรับฟังไม่ได้
ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มีเจตนาทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาท ข้อโต้เถียงจึงอยู่ที่ราคาขายฝาก ไม่ใช่ประเภทของนิติกรรม
ศาลฎีกาพิจารณาพยานหลักฐานแล้วรับฟังว่า จำเลยที่ 1 มอบเงิน 500,000 บาทให้จำเลยที่ 2 เพื่อนำไปมอบแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 2มอบให้โจทก์เพียง 160,000 บาท และเบียดบังเงินส่วนที่เหลือ 340,000 บาทไป
ตามพฤติการณ์น่าเชื่อว่า จำเลยที่ 2 หลอกลวงโจทก์ว่าตกลงขายฝากที่ดินกันในราคา 160,000 บาท ตามจำนวนเงินที่โจทก์ได้รับ
ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ขณะทำสัญญาขายฝาก โจทก์เข้าใจว่าตกลงราคาขายฝากเป็นเงิน 160,000 บาท มิใช่ 500,000 บาทตามที่ระบุในสัญญา
การสำคัญผิดในราคาขายฝากดังกล่าว แม้มิใช่การสำคัญผิดในลักษณะของนิติกรรม ตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณี หรือทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
«“ราคาที่ตกลงขายฝากย่อมมีความสำคัญมากพอกับตัวทรัพย์ที่เป็นวัตถุแห่งนิติกรรม”»
จึงถือว่าโจทก์แสดงเจตนาทำนิติกรรมขายฝากโดย สำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม
สัญญาขายฝากที่ดินพิพาทจึง ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 156 ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย และศาลต้องเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายฝาก
เงิน 160,000 บาทที่โจทก์ได้รับ
เมื่อสัญญาขายฝากเป็นโมฆะ เงินจำนวน 160,000 บาท ที่โจทก์ได้รับจากจำเลยที่ 2 จึงเป็นเงินที่โจทก์รับไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้
โจทก์จึงต้องคืนให้แก่จำเลยที่ 1 ฐานลาภมิควรได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง
แม้จำเลยที่ 1 มิได้ฟ้องแย้งขอให้โจทก์คืนเงินดังกล่าว แต่เมื่อโจทก์ไม่อาจอ้างสิทธิใดที่จะยึดถือเงินไว้ ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้โจทก์คืนเงินแก่จำเลยที่ 1 เพื่อให้เสร็จสิ้นไปในคราวเดียวกัน
ไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินกว่าคำขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง
ส่วนเงินอีก 340,000 บาท ที่จำเลยที่ 2 เบียดบังเอาไป เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ต้องไปว่ากล่าวเอาจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ต่างหาก
ผลคดี
ศาลฎีกา พิพากษากลับ
- ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1
- ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบโฉนดที่ดินคืนแก่โจทก์
- ให้โจทก์ชำระเงิน 160,000 บาท แก่จำเลยที่ 1
- ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
- คำขออื่นให้ยก
ฎีกาย่อ
การที่ขณะทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาท โจทก์เข้าใจว่าตกลงขายฝากที่ดินพิพาทเป็นเงิน 160,000 บาท ตามจำนวนเงินที่โจทก์ได้รับจากจำเลยที่ 2 มิใช่ 500,000 บาท ตามที่ระบุในสัญญาขายฝาก เป็นกรณีโจทก์สำคัญผิดในเรื่องราคาขายฝาก แม้มิใช่การสำคัญผิดในลักษณะของนิติกรรม หรือตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณีแห่งนิติกรรม หรือทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม แต่ราคาที่ตกลงขายฝากย่อมมีความสำคัญมากพอกับตัวทรัพย์ที่เป็นวัตถุแห่งนิติกรรม ถือว่าโจทก์แสดงเจตนาทำนิติกรรมการขายฝากโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม สัญญาขายฝากที่ดินพิพาทจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 156 วรรคหนึ่ง ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย ศาลจึงต้องเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนการขายฝากที่ดินพิพาท
ส่วนเงินจำนวน 160,000 บาท ที่โจทก์ได้รับจากจำเลยที่ 2 นั้น เป็นการรับไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ โจทก์จึงต้องคืนให้แก่จำเลยที่ 1 ฐานลาภมิควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง แม้จำเลยที่ 1 มิได้ฟ้องแย้งให้โจทก์คืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 แต่เมื่อโจทก์ไม่อาจอ้างสิทธิใด ๆ ที่จะยึดถือเงินนั้นไว้ ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้โจทก์คืนแก่จำเลยที่ 1 ให้เสร็จสิ้นไปในคราวเดียวกัน ไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินกว่าคำขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง สำหรับเงินอีกจำนวน 340,000 บาท ที่จำเลยที่ 2 เบียดบังเอาไปเป็นของตน เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ต้องว่ากล่าวเอาจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 อีกส่วนหนึ่งต่างหาก
สรุปหลักกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 978/2567 แสดงให้เห็นว่า การสำคัญผิดในราคา อาจเป็นการสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมได้ เมื่อข้อเท็จจริงในคดีแสดงว่าราคานั้นมีความสำคัญมากพอกับตัวทรัพย์ที่เป็นวัตถุแห่งนิติกรรม
คดีนี้โจทก์ไม่ได้สำคัญผิดว่าเป็นการจำนองแทนการขายฝาก เพราะศาลไม่รับฟังข้ออ้างในส่วนดังกล่าว แต่ศาลรับฟังว่าโจทก์ ตั้งใจทำสัญญาขายฝาก แต่สำคัญผิดในราคาขายฝาก จาก 500,000 บาท เป็น 160,000 บาท
เมื่อความสำคัญผิดนั้นเป็นความสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม สัญญาขายฝากจึงเป็นโมฆะ และเมื่อไม่มีนิติกรรมเป็นฐานรองรับเงินที่ได้รับไว้ ผู้รับเงินย่อมต้องคืนเงินตามหลักลาภมิควรได้
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 วรรคหนึ่ง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 วรรคสอง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคสอง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 812
- ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง
อ้างอิง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 978/2567
แหล่งที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา