สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 791/2568
เรื่อง
จำเลยถูกศาลสั่งให้ออกจากที่ดิน เจ้าหนี้เข้าไปครอบครองร้านต่อ ถือเป็น “บริวาร” หรือไม่?
ประเด็นข้อกฎหมาย
ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลย เข้าไปครอบครองร้านและที่ดินพิพาทต่อจากจำเลย โดยอ้างว่าจำเลยค้างชำระหนี้ จะถือว่าผู้ร้องเป็น “บริวารของจำเลย” และต้องถูกบังคับให้ออกจากที่ดินตามคำพิพากษาหรือไม่?
ข้อเท็จจริง
เดิมจำเลยเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน และมีคำสั่งให้ จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยออกไปจากที่ดินของรัฐที่เกิดเหตุ ต่อมาการรถไฟแห่งประเทศไทยขอหมายบังคับคดีเพื่อให้บุคคลดังกล่าวออกจากที่ดิน
ผู้ร้องอ้างว่าเป็นเจ้าหนี้ของจำเลย เนื่องจากจำเลยเคยกู้ยืมเงินจากผู้ร้องหลายครั้ง รวมประมาณ 150,000 บาท โดยไม่ได้ทำสัญญากู้ไว้ ต่อมาจำเลยหลบหนีและทิ้งร้านค้าไว้ ผู้ร้องจึงเข้าไปครอบครองและปรับปรุงร้านเดิมของจำเลย โดยเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 100,000 บาท และเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวต่อมา
เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีนำประกาศมาปิด ผู้ร้องยื่นคำร้องอ้างว่า ตนมิใช่บริวารของจำเลย แต่เป็นผู้มีอำนาจพิเศษที่จะครอบครองที่ดินต่อไป และอ้างด้วยว่าได้กรอกแบบฟอร์มขอเช่าที่ดินจากการรถไฟแห่งประเทศไทยแล้ว
ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน ผู้ร้องจึงฎีกา โดยมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องเป็นบริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษา (จำเลย) หรือไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 791/2568 วินิจฉัยว่า
หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาและคดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยมิได้รื้อถอนร้านค้าออกไปจากที่ดินพิพาท ผู้ร้องเข้าไปปรับปรุงร้านค้าเดิมของจำเลย โดยอ้างว่าจำเลยกู้ยืมเงินจากผู้ร้องหลายครั้งแล้วค้างชำระรวมประมาณ 150,000 บาท ต่อมาจำเลยหลบหนีไป ผู้ร้องจึงเข้าไปครอบครองร้านค้าของจำเลยที่ยังมิได้รื้อถอนออกไป
พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่า ผู้ร้องเข้าถือครองที่ดินพิพาทแทนจำเลย โดยอาศัยสิทธิของจำเลยที่บุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นที่ดินของรัฐอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินโดยมิชอบมาตั้งแต่ต้น
ดังนั้น การที่ผู้ร้องเข้าไปในที่ดินพิพาทจึงเป็นการเข้าไป โดยอาศัยสิทธิของจำเลย ผู้ร้องจึงมีสถานะเป็น บริวารของจำเลย และไม่มีสิทธิกล่าวอ้างว่าเป็นผู้มีอำนาจพิเศษในการครอบครองที่ดินพิพาทต่อการรถไฟแห่งประเทศไทย
ผลคดี
ศาลฎีกาพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
สรุป
แม้ผู้ร้องจะอ้างว่าเป็นเจ้าหนี้ของจำเลย แต่เมื่อการเข้าครอบครองร้านและที่ดินพิพาทของผู้ร้องเป็นการเข้าไป โดยอาศัยสิทธิของจำเลย ผู้ร้องจึงมีสถานะเป็น บริวารของจำเลย และไม่มีสิทธิอ้างอำนาจพิเศษในการครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อต่อสู้การบังคับคดีของการรถไฟแห่งประเทศไทย
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 354 (1)
- พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4
- พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแพ่งตลิ่งชัน ศาลแพ่งพระโขนง ศาลแพ่งมีนบุรี ศาลอาญาตลิ่งชัน ศาลอาญาพระโขนง และศาลอาญามีนบุรี พ.ศ. 2562 มาตรา 10
ฎีกาย่อ
หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยและคนงานของจำเลยออกไปจากที่ดินของรัฐซึ่งเป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทยและคดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยมิได้รื้อถอนร้านค้าออกไปจากที่ดินพิพาท ผู้ร้องได้เข้าไปปรับปรุงร้านค้าเดิมของจำเลยโดยอ้างว่าจำเลยกู้ยืมเงินจากผู้ร้องแล้วค้างชำระโดยมิได้ทำสัญญากู้กันไว้ ถือได้ว่าผู้ร้องเข้าถือครองที่ดินพิพาทแทนจำเลยโดยอาศัยสิทธิของจำเลยที่บุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นที่ดินของรัฐอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินโดยมิชอบมาตั้งแต่ต้น ผู้ร้องจึงมีสถานะเป็นบริวารของจำเลย ไม่มีสิทธิกล่าวอ้างได้ว่าเป็นผู้มีอำนาจพิเศษครอบครองที่ดินพิพาทต่อการรถไฟแห่งประเทศไทย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 354 (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแพ่งตลิ่งชัน ศาลแพ่งพระโขนง ศาลแพ่งมีนบุรี ศาลอาญาตลิ่งชัน ศาลอาญาพระโขนง และศาลอาญามีนบุรี พ.ศ. 2562 มาตรา 10
อ้างอิง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 791/2568
คำค้น
ฎีกาที่ 791/2568, บริวารของจำเลย, บริวารลูกหนี้ตามคำพิพากษา, บังคับคดีขับไล่, เจ้าหนี้เข้าครอบครองที่ดิน, ผู้มีอำนาจพิเศษ, ป.วิ.พ. มาตรา 354, การรถไฟแห่งประเทศไทย, ที่ดินของรัฐ