ฎีกาที่ 8686/2554

#ฎีกาศึกษา #ทนายความ

สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8686/2554

เรื่อง: ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม สัญญาอนุญาตให้ใช้ทาง บุคคลสิทธิ ทางจำเป็น และภาระจำยอม

ประเด็นข้อกฎหมาย

ผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน จะขอให้ศาลพิพากษาว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือภาระจำยอมได้หรือไม่

และข้อตกลงที่ผู้ครอบครองเดิมได้รับเงินค่าตอบแทนเพื่ออนุญาตให้ใช้ทาง มีผลผูกพันคู่ความซึ่งเป็นทายาทผู้สืบสิทธิหรือไม่


ข้อเท็จจริง

ที่ดินของโจทก์และจำเลยตั้งอยู่ในพื้นที่แห่งหนึ่ง โดยที่ดินทุกแปลงอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งเดิมเป็นเขตป่าสงวน

ในแผนที่รังวัดไม่ได้ระบุทางออกสู่ทางสาธารณะไว้อย่างชัดเจน ผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินบริเวณดังกล่าวจึงจำเป็นต้องใช้ทางผ่านที่ดินแปลงอื่นเพื่อออกสู่ทางสาธารณะ

ในอดีต ผู้ครอบครองเดิมฝ่ายโจทก์ได้ตกลงกับผู้ครอบครองเดิมฝ่ายจำเลย โดยทำหนังสือที่เรียกว่า “สัญญาซื้อขายที่ดินทำทาง” และจ่ายค่าตอบแทนจำนวน 2,000 บาท เพื่อให้เปิดทางกว้างประมาณ 8 ศอก ผ่านที่ดินฝ่ายจำเลยออกสู่ทางสาธารณะ

ต่อมาโจทก์และจำเลยต่างเป็นทายาทผู้สืบสิทธิของผู้ครอบครองเดิม แต่จำเลยนำรั้วมาปิดกั้นทางพิพาท ทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้ทางผ่านที่ดินของจำเลยออกสู่ทางสาธารณะได้

โจทก์จึงฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า ทางออกสู่ทางสาธารณประโยชน์กว้างประมาณ 4 เมตร เป็นทางภาระจำยอมและทางจำเป็น พร้อมขอให้จำเลยรื้อรั้วที่ปิดกั้นทาง ส่วนจำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8686/2554 วินิจฉัยว่า

ที่ดินทุกแปลงที่เกี่ยวข้องอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งหมดเป็นของ สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ประชาชนที่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์มีเพียงสิทธิครอบครอง ดังนั้น ผู้ครอบครองจึงไม่อาจนำที่ดินออกขายได้

แม้เอกสารที่คู่สัญญาทำไว้จะใช้ชื่อว่า “สัญญาซื้อขายที่ดินทำทาง” แต่เมื่อพิเคราะห์เจตนาของคู่สัญญาแล้ว พอแปลได้ว่า เป็นการจ่ายเงินเพื่อตอบแทนในการอนุญาตให้ใช้ทางเดินผ่านที่ดินตามที่ระบุไว้ในสัญญาเท่านั้น มิใช่การซื้อขายกรรมสิทธิ์ในที่ดิน

ผู้ครอบครองเดิมฝ่ายจำเลยยินยอมให้ผู้ครอบครองเดิมฝ่ายโจทก์ใช้ทาง โดยได้รับค่าตอบแทนจำนวน 2,000 บาท ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็น สัญญาต่างตอบแทน และเป็น บุคคลสิทธิ ซึ่งผูกพันให้คู่สัญญาต้องปฏิบัติตาม

เมื่อโจทก์และจำเลยต่างเป็นทายาทผู้สืบสิทธิของผู้ครอบครองเดิมในที่ดินเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จึงต้องผูกพันตามข้อตกลงที่อนุญาตให้ใช้ทางตามที่สัญญาไว้ จำเลยไม่มีสิทธิปิดกั้นไม่ให้โจทก์ใช้ทางพิพาท

อย่างไรก็ตาม โจทก์มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว จึงไม่มีสิทธิขอให้ศาลพิพากษาว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมหรือทางจำเป็น

ดังนั้น โจทก์มีสิทธิใช้ทางเพราะข้อตกลงตามสัญญาซึ่งเป็นบุคคลสิทธิ มิใช่เพราะทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือภาระจำยอม


ผลคดี

ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกา พิพากษาแก้เป็นว่า
ให้โจทก์มีสิทธิใช้ทางพิพาทจากจุดเอกถึงจุดบี ขนาดกว้าง 8 ศอก ผ่านที่ดินของจำเลย และให้จำเลยรื้อรั้วที่ปิดกั้นทางพิพาท
นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

โจทก์จึงชนะคดีบางส่วน คือมีสิทธิใช้ทางตามข้อตกลงเดิม แต่ศาลไม่ได้พิพากษาให้ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือภาระจำยอม


สรุป

ที่ดินของโจทก์และจำเลยอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ส่วนผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์มีเพียงสิทธิครอบครอง

โจทก์จึงมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน และไม่มีสิทธิขอให้ศาลพิพากษาว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือภาระจำยอม

แต่เมื่อผู้ครอบครองเดิมฝ่ายโจทก์ได้จ่ายค่าตอบแทนจำนวน 2,000 บาท และผู้ครอบครองเดิมฝ่ายจำเลยตกลงอนุญาตให้ใช้ทางกว้าง 8 ศอก ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนและเป็นบุคคลสิทธิที่ผูกพันคู่สัญญา รวมถึงโจทก์และจำเลยในฐานะทายาทผู้สืบสิทธิ

จำเลยจึงไม่มีสิทธิปิดกั้นทาง และต้องรื้อรั้วเพื่อให้โจทก์ใช้ทางตามข้อตกลงเดิม

หัวใจสำคัญของคดีนี้คือ โจทก์มีสิทธิใช้ทางตามสัญญา ไม่ใช่เพราะทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือภาระจำยอม


กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349
  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1387
  • พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 36 ทวิ

ฎีกาย่อ

ทางพิพาทอยู่บนที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ประชาชนที่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์มีเพียงสิทธิครอบครอง ดังนั้น ผู้ครอบครองจึงไม่อาจนำที่ดินออกขาย แต่เมื่อพิเคราะห์สัญญาซื้อขายที่ดินเพื่อทำทางพิพาทแล้ว พอแปลเจตนาของคู่สัญญาได้ว่า เป็นการจ่ายเงินเพื่อตอบแทนในการอนุญาตให้ใช้ทางพิพาท โดยได้รับค่าตอบแทน 2,000 บาท สัญญาดังกล่าวจึงเป็นบุคคลสิทธิผูกพันให้คู่สัญญาต้องปฏิบัติตาม เมื่อโจทก์และจำเลยต่างเป็นทายาทผู้สืบสิทธิของผู้ครอบครองเดิมในที่ดินเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จึงต้องผูกพันตามข้อตกลงที่อนุญาตให้ใช้ทางตามที่สัญญาไว้ จำเลยไม่มีสิทธิปิดกั้นไม่ให้โจทก์ใช้ทางพิพาท ส่วนโจทก์มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว จึงไม่มีสิทธิขอให้ศาลพิพากษาว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมหรือทางจำเป็น


อ้างอิง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8686/2554

แหล่งที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา


คำค้นที่เกี่ยวข้อง

ฎีกาที่ 8686/2554, ที่ดิน ส.ป.ก., ทางจำเป็นในที่ดิน ส.ป.ก., ภาระจำยอมในที่ดิน ส.ป.ก., สัญญาอนุญาตให้ใช้ทาง, สัญญาซื้อขายที่ดินทำทาง, บุคคลสิทธิ, สัญญาต่างตอบแทน, ทายาทผู้สืบสิทธิ, ปิดกั้นทางเข้าออก, ที่ดินตาบอด

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า