สรุปคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อผ.51/2565
เรื่อง
เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอกในการปฏิบัติหน้าที่ หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าเสียหายไปแล้ว จะเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้คืนได้หรือไม่ และเรียกได้เป็นจำนวนเท่าใด
ประเด็นข้อกฎหมาย
เมื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอกในการปฏิบัติหน้าที่ และหน่วยงานของรัฐได้ชดใช้ค่าเสียหายไปแล้ว หน่วยงานจะมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคืนในกรณีใด
หากหน่วยงานมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ จำนวนเงินที่เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดจะต้องเท่ากับเงินทั้งหมดที่หน่วยงานจ่ายไปหรือไม่ หรือจะต้องคำนึงถึงความร้ายแรงแห่งการกระทำ ความเป็นธรรม และความบกพร่องของหน่วยงานหรือระบบการดำเนินงานส่วนรวมด้วย
ข้อเท็จจริง
ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้รับอนุญาตให้ใช้รถยนต์ของทางราชการเดินทางไปปฏิบัติราชการ
ระหว่างเดินทางกลับ ผู้ฟ้องคดีขับรถด้วยความเร็วประมาณ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อรถจักรยานยนต์ตัดหน้ารถยนต์ที่อยู่ด้านหน้าอย่างกะทันหัน รถยนต์หลายคันจึงต้องเบรกและเกิดการชนต่อเนื่อง
รถราชการที่ผู้ฟ้องคดีขับเป็นรถคันที่ 4 ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถหยุดรถได้ทัน จึงชนท้ายรถยนต์คันหน้า และถูกรถยนต์ที่ขับตามหลังมาชนท้ายอีกทอดหนึ่ง ทำให้รถยนต์ของทางราชการและรถยนต์ของบุคคลภายนอกได้รับความเสียหาย
ต่อมา บริษัทประกันภัยซึ่งรับช่วงสิทธิจากเจ้าของรถยนต์ผู้เสียหาย ได้ฟ้องผู้ฟ้องคดีและหน่วยงานต้นสังกัดให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย
ระหว่างพิจารณาคดี หน่วยงานของรัฐได้ประนีประนอมและชำระเงินให้แก่บริษัทประกันภัยจำนวน 186,661 บาท บริษัทประกันภัยจึงถอนฟ้อง
ภายหลังหน่วยงานของรัฐดำเนินการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด และออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีรับผิดร้อยละ 75 ของเงินที่หน่วยงานจ่ายไป คิดเป็นเงิน 139,995.75 บาท
ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าว จึงอุทธรณ์คำสั่ง เมื่ออุทธรณ์ถูกยก ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่เรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า
บริเวณก่อนถึงจุดเกิดเหตุมีป้ายจำกัดความเร็วไม่เกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ผู้ฟ้องคดียังคงขับรถด้วยความเร็วประมาณ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ผู้ฟ้องคดีไม่ได้เว้นระยะห่างจากรถคันหน้าให้เพียงพอ และไม่ได้อยู่ในสภาพพร้อมที่จะหยุดรถได้อย่างปลอดภัย เมื่อรถยนต์ด้านหน้าเบรกกะทันหัน ผู้ฟ้องคดีจึงไม่สามารถหยุดรถได้ทันและขับชนท้ายรถยนต์คันหน้า
การกระทำของผู้ฟ้องคดีเป็นการขาดความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และมีลักษณะเบี่ยงเบนไปจากเกณฑ์มาตรฐานอย่างมาก จึงเป็นการกระทำโดย ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
“เมื่อผู้ฟ้องคดีกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ และหน่วยงานของรัฐได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่บุคคลภายนอกไปแล้ว หน่วยงานจึงมีสิทธิเรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539”
อย่างไรก็ตาม แม้หน่วยงานของรัฐจะมีสิทธิเรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่ผู้ฟ้องคดีไม่จำเป็นต้องรับผิดเต็มจำนวนที่หน่วยงานจ่ายไปโดยอัตโนมัติ
การกำหนดจำนวนเงินที่เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดต้องคำนึงถึงระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำ ความเป็นธรรมในแต่ละกรณี ตลอดจนความผิดหรือความบกพร่องของหน่วยงานของรัฐหรือระบบการดำเนินงานส่วนรวมด้วย
คดีนี้ หน่วยงานของรัฐจ่ายเงินตามการประนีประนอมจำนวน 186,661 บาท แต่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับค่าซ่อมรถรับฟังได้ว่า ความเสียหายที่แท้จริงอยู่ในวงเงินประมาณไม่เกิน 80,000 บาท
การที่หน่วยงานต้องจ่ายเงินสูงกว่าความเสียหายที่แท้จริง ส่วนหนึ่งเกิดจากการดำเนินคดีล่าช้าจนศาลไม่รับคำให้การ ทำให้หน่วยงานเสียเปรียบในการต่อสู้คดีและการเจรจาไกล่เกลี่ย
ศาลจึงเห็นว่า ความเสียหายส่วนหนึ่งเกิดจาก ความบกพร่องของหน่วยงานของรัฐหรือระบบการดำเนินงานส่วนรวม สมควรหักส่วนความรับผิดดังกล่าวออกร้อยละ 50
จากเงินจำนวน 186,661 บาท เมื่อหักส่วนความบกพร่องของหน่วยงานร้อยละ 50 คงเหลือ 93,330.50 บาท
เมื่อพิจารณาระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำและความเป็นธรรมแล้ว ให้ผู้ฟ้องคดีรับผิดร้อยละ 75 ของจำนวนเงินดังกล่าว คิดเป็นเงิน 69,997.87 บาท
ดังนั้น คำสั่งที่ให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 139,995.75 บาท จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเฉพาะส่วนที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้เกินกว่า 69,997.87 บาท
ผลคดี
ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
ศาลปกครองสูงสุดพิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์และคำสั่งที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 139,995.75 บาท เฉพาะส่วนที่เกินกว่า 69,997.87 บาท
ผู้ฟ้องคดีจึงยังคงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่หน่วยงานของรัฐจำนวน 69,997.87 บาท
สรุป
เมื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอกในการปฏิบัติหน้าที่ หน่วยงานของรัฐเป็นผู้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหาย
เมื่อหน่วยงานชดใช้ค่าเสียหายไปแล้ว หน่วยงานจะเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้คืนได้เฉพาะกรณีที่เจ้าหน้าที่กระทำโดย จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หากเป็นเพียงประมาทเลินเล่อธรรมดา หน่วยงานไม่มีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้คืน
แม้หน่วยงานจะมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ จำนวนเงินที่เรียกได้ไม่จำเป็นต้องเท่ากับเงินทั้งหมดที่หน่วยงานจ่ายไป เพราะต้องคำนึงถึงระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำ ความเป็นธรรม และหักส่วนความผิดหรือความบกพร่องของหน่วยงานหรือระบบการดำเนินงานส่วนรวมออกก่อน
คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หน่วยงานจึงมีสิทธิเรียกให้ชดใช้ แต่ผู้ฟ้องคดีต้องรับผิดเพียง 69,997.87 บาท ไม่ใช่ 139,995.75 บาทตามคำสั่งเดิม
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539
มาตรา 5
มาตรา 8
คำพิพากษาย่อ
เจ้าหน้าที่ของรัฐขับรถยนต์ของทางราชการในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเร็วประมาณ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทั้งที่บริเวณดังกล่าวมีป้ายจำกัดความเร็ว 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และไม่ได้เว้นระยะห่างจากรถคันหน้าให้เพียงพอ จนไม่สามารถหยุดรถได้อย่างปลอดภัยและเกิดอุบัติเหตุ ถือเป็นการขาดความระมัดระวังที่เบี่ยงเบนไปจากเกณฑ์มาตรฐานอย่างมาก เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เมื่อหน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าเสียหายแก่บุคคลภายนอกไปแล้ว จึงมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 แต่จำนวนที่เรียกให้ชดใช้ต้องคำนึงถึงระดับความร้ายแรง ความเป็นธรรม และหักส่วนความบกพร่องของหน่วยงานหรือระบบการดำเนินงานส่วนรวมออกก่อน ศาลจึงให้เจ้าหน้าที่รับผิดเพียง 69,997.87 บาท และเพิกถอนคำสั่งเฉพาะส่วนที่เรียกเกินกว่าจำนวนดังกล่าว
อ้างอิง
คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อผ.51/2565
คำค้นที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อผ.51/2565, เจ้าหน้าที่รัฐทำละเมิด, ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่, หน่วยงานรัฐไล่เบี้ยเจ้าหน้าที่, ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง, รถราชการเกิดอุบัติเหตุ, เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน, มาตรา 8 ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่, ความบกพร่องของหน่วยงานรัฐ, ระบบการดำเนินงานส่วนรวม