สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5422/2561
เรื่อง
ภาพถ่ายสินค้า มีลิขสิทธิ์ไหม
ประเด็นข้อกฎหมาย
คดีนี้มีประเด็นสำคัญว่า “ภาพถ่ายสินค้า” หรือภาพถ่ายที่ใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้าและการโฆษณา อาจเป็น “งานอันมีลิขสิทธิ์” ประเภทงานภาพถ่ายได้หรือไม่
อีกประเด็นหนึ่งคือ การนำภาพถ่ายของผู้อื่นไปใช้ประกอบการรีวิวสินค้าในสื่อออนไลน์ โดยอ้างว่าอาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดเกี่ยวกับผลการใช้สินค้า อาจเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หรือไม่
ข้อเท็จจริง
โจทก์มีภาพถ่ายเกี่ยวกับ สินค้าประเภทเครื่องสำอางของโจทก์ ซึ่งใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้าและใช้ในการโฆษณา
โจทก์กล่าวหาว่า จำเลย “ทำซ้ำหรือดัดแปลง” ภาพตามสำเนาภาพถ่ายเอกสารท้ายฟ้อง โดย “ไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์”
จากนั้นจำเลยและผู้สั่งผลิตสินค้ากับจำเลยนำภาพดังกล่าว “เผยแพร่เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์” เพื่อใช้ประกอบการ “วิจารณ์ (รีวิว)” ผลการใช้สินค้าประเภทเครื่องสำอางของจำเลย และของผู้สั่งผลิตสินค้ากับจำเลยในสื่อสังคมออนไลน์
โจทก์อ้างว่า การนำภาพไปใช้ประกอบรีวิวดังกล่าว ทำให้ประชาชนผู้พบเห็นข้อความในสื่อออนไลน์เข้าใจว่า “รูปภาพของโจทก์เกิดจากผลการใช้ผลิตภัณฑ์ของจำเลยหรือของผู้สั่งผลิตสินค้ากับจำเลย”
ผลคดี
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางตรวจฟ้องแล้วเห็นว่า ภาพตามสำเนาภาพถ่ายเอกสารท้ายฟ้อง “ไม่เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์” และการกระทำตามฟ้อง “ไม่เป็นความผิด” ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จึงพิพากษายกฟ้อง โดยยังไม่ได้ไต่สวนมูลฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาพิพากษา “ยกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง” ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง “ไต่สวนมูลฟ้องคดีนี้ก่อน” แล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ไปตามรูปคดี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5422/2561 วินิจฉัยว่า
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4 ได้บัญญัติความหมายของ “งานภาพถ่าย” ไว้ว่า ได้แก่
“งานสร้างสรรค์ภาพที่เกิดจากการใช้เครื่องมือบันทึกภาพ”
โดยศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า งานภาพถ่ายไม่จำเป็นต้องเป็นภาพที่มีคุณค่าทางศิลปะสูงเสมอไป เพราะกฎหมายใช้ถ้อยคำว่า
“ไม่ว่างานภาพถ่ายนั้นจะมีคุณค่าทางศิลปะหรือไม่”
เมื่อภาพเกิดจากการใช้เครื่องมือบันทึกภาพหรือการถ่ายภาพ การถ่ายภาพจนเกิดภาพขึ้นมานั้นถือได้ว่า
“เป็นการริเริ่มสร้างสรรค์ภาพ”
และหากมี
“การใช้ความวิริยะอุตสาหะในการสร้างสรรค์ตามสมควรแก่ลักษณะงานภาพถ่าย”
ภาพดังกล่าวก็
“อาจเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ประเภทศิลปกรรมที่มีลักษณะเป็นงานภาพถ่าย”
ดังนั้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า ภาพตามฟ้องไม่เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โดยยังไม่ได้ไต่สวนมูลฟ้อง จึงไม่ถูกต้อง
ประเด็น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ในระหว่างพิจารณาคดีจะมี พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 8 บัญญัติให้ยกเลิกความในมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
แต่ความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ซึ่งโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามมาตรา 14 เดิม ยังคงเป็นความผิดตามมาตรา 14 ที่แก้ไขใหม่
ดังนั้น ในชั้นนี้จึงต้องนำบทบัญญัติของมาตรา 14 ที่แก้ไขใหม่มาปรับใช้ในการพิจารณาคดีนี้
เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยนำภาพถ่ายของโจทก์ไปใช้ประกอบการรีวิวสินค้าในสื่อออนไลน์ ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดเกี่ยวกับผลการใช้สินค้า ประเด็นนี้จึงยังเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาต่อ
ศาลฎีกาจึงเห็นว่า ไม่ควรยกฟ้องโดยยังไม่ได้ไต่สวนมูลฟ้อง
สรุป
คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า “ภาพถ่ายสินค้า” “ภาพรีวิว” หรือ “ภาพโฆษณา” ไม่ใช่รูปธรรมดาที่ใครจะนำไปใช้ได้เสมอไป
เพราะ “งานภาพถ่าย” แม้จะมีคุณค่าทางศิลปะหรือไม่ หากเกิดจากการใช้เครื่องมือบันทึกภาพหรือการถ่ายภาพ อันเป็น “การริเริ่มสร้างสรรค์ภาพ” และมี “ความวิริยะอุตสาหะในการสร้างสรรค์ตามสมควรแก่ลักษณะงานภาพถ่าย” ก็ “อาจเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์” ได้
แต่คดีนี้ศาลฎีกายังไม่ได้วินิจฉัยว่า ภาพของโจทก์เป็นลิขสิทธิ์แน่นอน และยังไม่ได้ตัดสินว่าจำเลยมีความผิด
เพียงแต่วินิจฉัยว่า ภาพตามฟ้อง “อาจเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์” จึงยังไม่ควรยกฟ้องโดยไม่ได้ไต่สวนมูลฟ้อง
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 27, 69
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 8
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91
ฎีกาย่อ
งานอันมีลิขสิทธิ์ประเภทศิลปกรรมที่มีลักษณะเป็นงานภาพถ่ายนั้น พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4 ได้นิยามความหมายไว้ในใจความว่า “งานภาพถ่าย” ได้แก่ งานสร้างสรรค์ภาพที่เกิดจากการใช้เครื่องมือบันทึกภาพ โดยให้แสงผ่านเลนส์ไปยังฟิล์มหรือกระจก และล้างด้วยน้ำยาซึ่งมีสูตรเฉพาะ หรือด้วยกรรมวิธีใด ๆ อันทำให้เกิดภาพขึ้น หรือการบันทึกภาพโดยเครื่องมือหรือวิธีการอย่างอื่น ทั้งนี้ ไม่ว่างานภาพถ่ายนั้นจะมีคุณค่าทางศิลปะหรือไม่และให้หมายความรวมถึงภาพถ่ายและแผนผังของงานดังกล่าวด้วย ดังนี้ ตามบทบัญญัติดังกล่าวงานภาพถ่ายที่สร้างสรรค์ขึ้นมานั้นไม่ว่าจะมีคุณค่าทางศิลปะหรือไม่ก็ถือได้ว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ประเภทศิลปกรรม ภาพที่เกิดจากการใช้เครื่องมือบันทึกภาพหรือการถ่ายภาพ ซึ่งการถ่ายภาพจนทำให้เกิดมีภาพดังกล่าวขึ้นมานั้นถือได้แล้วว่าเป็นการริเริ่มสร้างสรรค์ภาพโดยมีการใช้ความวิริยะอุตสาหะในการสร้างสรรค์ตามสมควรแก่ลักษณะงานภาพถ่ายนั้น อาจเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ประเภทศิลปกรรมที่มีลักษณะเป็นงานภาพถ่ายตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว
การกระทำตามฟ้องของโจทก์ซึ่งสรุปใจความได้ว่า โจทก์ได้นำภาพตามสำเนาภาพถ่ายเอกสารท้ายฟ้องที่โจทก์จัดทำขึ้นมาใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้าในนามแบรนด์เครื่องสำอางของโจทก์ โดยใช้ในการโฆษณาออกทางสื่อต่าง ๆ จำเลยทำซ้ำหรือดัดแปลงซึ่งภาพตามสำเนาภาพถ่ายเอกสารท้ายฟ้อง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ แล้วจำเลยและผู้สั่งผลิตสินค้ากับจำเลยนำภาพที่ทำซ้ำหรือดัดแปลงดังกล่าวเผยแพร่เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้ประกอบการวิจารณ์ (รีวิว) ผลการใช้สินค้าประเภทเครื่องสำอางของจำเลยและของผู้สั่งผลิตสินค้ากับจำเลยในสื่อสังคมออนไลน์ในโปรแกรมที่ใช้ชื่อว่า “เฟสบุ๊ก” เพื่อให้ประชาชนผู้พบเห็นข้อความใน “เฟสบุ๊ก” ดังกล่าวเข้าใจว่ารูปภาพของโจทก์เกิดจากผลการใช้ผลิตภัณฑ์ของจำเลยหรือของผู้สั่งผลิตสินค้ากับจำเลย ทั้งนี้ จำเลยเป็นผู้อานุญาตให้ผู้สั่งผลิตสินค้ากับจำเลยสามารถใช้ภาพที่จำเลยทำซ้ำหรือดัดแปลงประกอบในการวิจารณ์ (รีวิว) ผลการใช้สินค้าประเภทเครื่องสำอางของผู้สั่งผลิตสินค้ากับจำเลยนั้น อาจเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) ที่แก้ไขใหม่ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าไม่เป็นความผิดนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน ดังนี้ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางตรวจฟ้องของโจทก์แล้วเห็นว่า ภาพตามสำเนาภาพถ่ายเอกสารท้ายฟ้อง ไม่เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ และการกระทำตามฟ้องไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (เดิม) และพิพากษายกฟ้องของโจทก์โดยยังไม่ได้ทำการไต่สวนมูลฟ้องจึงเป็นการไม่ชอบ
อ้างอิง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5422/2561
คำค้นที่เกี่ยวข้อง
ภาพถ่ายสินค้า มีลิขสิทธิ์ไหม, ลิขสิทธิ์ภาพถ่าย, งานภาพถ่าย, ภาพรีวิวสินค้า, นำภาพไปรีวิวสินค้า, ทำซ้ำหรือดัดแปลงภาพถ่าย, พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ มาตรา 4, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14, ฎีกาที่ 5422/2561, ฎีกาศึกษา