สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8556/2568
ประเด็นข้อกฎหมาย
คดีก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า สัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไม่ได้ทำเป็นหนังสือจึงตกเป็นโมฆะ และผู้เช่าซื้อไม่ต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ ต่อมาเจ้าของกรรมสิทธิ์ฟ้องขอให้ผู้เช่าซื้อคืนรถยนต์ โดยอาศัยสิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 การฟ้องคดีใหม่เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่
ผู้เช่าซื้อซึ่งยังคงครอบครองและใช้ประโยชน์จากรถยนต์ภายหลังทราบว่าตนไม่มีสิทธิ ต้องคืนรถยนต์ ใช้ราคาแทน และชดใช้ค่าขาดประโยชน์ตั้งแต่เมื่อใด
ผู้ค้ำประกันสัญญาเช่าซื้อซึ่งตกเป็นโมฆะ และไม่ได้ร่วมครอบครองรถยนต์ ต้องร่วมรับผิดต่อเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือไม่
ข้อเท็จจริง
โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาท เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2554 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ในราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 498,288.47 บาท ตกลงผ่อนชำระ 72 งวด งวดละ 6,721 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกัน
จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์เพียง 30 งวด เป็นเงิน 207,630 บาท แล้วผิดนัดชำระตั้งแต่งวดที่ 31 เป็นต้นมา โจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกเลิกสัญญา แต่จำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบรถยนต์คืน
โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีหนังสือสัญญาเช่าซื้อมาแสดง และไม่มีหลักฐานการแจ้งความว่าสัญญาสูญหาย สัญญาเช่าซื้อจึงไม่ได้ทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดและตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 วรรคสอง คดีถึงที่สุดแล้ว
ต่อมาจำเลยที่ 1 ยังคงครอบครองและใช้ประโยชน์จากรถยนต์ โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ โดยบรรยายทั้งเหตุที่เกี่ยวกับสัญญาเช่าซื้อ และอ้างสิทธิในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามมาตรา 1336 ขอให้จำเลยทั้งสามส่งมอบรถยนต์คืน หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน พร้อมค่าขาดประโยชน์และดอกเบี้ย
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน โจทก์ฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8556/2568 วินิจฉัยว่า
คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ ศาลวินิจฉัยว่าสัญญาเช่าซื้อไม่ได้ทำเป็นหนังสือจึงตกเป็นโมฆะ และจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อ คดีถึงที่สุดแล้ว
คดีนี้ในส่วนที่โจทก์ขอให้ศาลวินิจฉัยความรับผิดของจำเลยที่ 1 โดยอาศัยเหตุจากสัญญาเช่าซื้ออีก จึงเป็นการขอให้ศาลวินิจฉัยในประเด็นโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกับคดีก่อน เป็นฟ้องซ้ำ
โจทก์ยังบรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ จำเลยที่ 1 ยังคงครอบครองและใช้ประโยชน์จากรถยนต์โดยไม่มีสิทธิ และมีคำขอให้จำเลยส่งมอบรถยนต์คืนในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามมาตรา 1336
คำฟ้องดังกล่าวมีข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีและคำขอบังคับชัดเจนเพียงพอ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 20
การวินิจฉัยว่าโจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์มีสิทธิติดตามเอารถยนต์คืนจากผู้ครอบครองโดยไม่มีสิทธิหรือไม่ เป็นคนละประเด็นกับความรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ การฟ้องในส่วนนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน
เมื่อสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 ยังคงครอบครองรถยนต์ของโจทก์ จึงเป็นการยึดถือทรัพย์ไว้โดยไม่มีสิทธิ
โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ย่อมมีสิทธิติดตามและเอารถยนต์คืนจากจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 โดยสิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนดังกล่าวไม่มีกำหนดอายุความ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1376 บัญญัติให้นำมาตรา 412 ถึงมาตรา 418 ว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับแก่การคืนทรัพย์สินโดยอนุโลม
จำเลยที่ 1 ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2565 จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ทราบตั้งแต่วันดังกล่าวว่าตนครอบครองรถยนต์พิพาทโดยไม่มีสิทธิ
เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่คืนรถยนต์ แต่ยังคงครอบครองและใช้ประโยชน์จากรถยนต์ต่อไป ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ตกอยู่ในฐานะบุคคลได้รับทรัพย์สินไว้โดยทุจริตนับแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2565
จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดตามมาตรา 413 วรรคสอง โดยต้องคืนรถยนต์ตามสภาพที่เป็นอยู่ หากคืนไม่ได้ต้องใช้ราคาแทน และต้องชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์
ค่าขาดประโยชน์ก่อนฟ้องจนถึงวันที่จำเลยที่ 1 ตกอยู่ในฐานะบุคคลได้รับทรัพย์สินไว้โดยทุจริต เป็นข้อเรียกร้องให้รับผิดโดยอาศัยสัญญาเช่าซื้อซึ่งตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดในส่วนนี้
ก่อนตกอยู่ในฐานะผู้ได้รับทรัพย์สินไว้โดยทุจริต จำเลยที่ 1 มีหน้าที่เพียงคืนทรัพย์สินตามสภาพที่เป็นอยู่ และไม่ต้องรับผิดในการที่ทรัพย์สูญหายหรือบุบสลายตามมาตรา 413 วรรคหนึ่ง
โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าขาดประโยชน์นับแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2565 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 ทราบว่าตนครอบครองรถยนต์โดยไม่มีสิทธิ
โจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ในคดีก่อน คดีนี้ในส่วนของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ
อย่างไรก็ตาม เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อซึ่งตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน
นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ร่วมกันครอบครองหรือใช้ประโยชน์จากรถยนต์พิพาทกับจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์
ก่อนจำเลยที่ 1 เข้าครอบครอง รถยนต์พิพาทผ่านการใช้งานมาแล้วประมาณ 9 ปี เป็นระยะทาง 147,433 กิโลเมตร และนับแต่จำเลยที่ 1 เข้าครอบครองจนถึงวันฟ้องเป็นเวลาอีกกว่า 11 ปี รถยนต์ย่อมเสื่อมสภาพไปตามการใช้งาน
ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดราคาใช้แทนกรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถคืนรถยนต์ได้เป็นเงิน 50,000 บาท
โจทก์นำสืบเพียงคำเบิกความของผู้รับมอบอำนาจว่า รถยนต์อาจนำออกให้บุคคลภายนอกเช่าได้เดือนละ 20,499 บาท แต่ไม่มีพยานหลักฐานอื่นแสดงว่าโจทก์สามารถนำรถยนต์ออกให้เช่าได้ทุกวันและได้รับค่าเช่าตามจำนวนดังกล่าวจริง
ศาลฎีกาจึงกำหนดค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์เดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2565 จนถึงวันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา
ราคาใช้แทนเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อราคาวัตถุอันไม่อาจส่งมอบได้ โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยตั้งแต่เวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคาตามมาตรา 225
แต่ไม่ปรากฏว่าเวลาที่รถยนต์ไม่สามารถส่งมอบคืนได้เกิดขึ้นเมื่อใด จึงให้คิดดอกเบี้ยราคาใช้แทนนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษากำหนดราคาใช้แทน
เมื่อราคาใช้แทนเป็นหนี้เงิน จำเลยที่ 1 ต้องชำระดอกเบี้ยผิดนัดตามมาตรา 224 นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
ผลคดี
ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนแก่โจทก์ตามสภาพที่เป็นอยู่
หากคืนไม่ได้ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ราคาแทนจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นต้นไป
หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ให้ปรับเปลี่ยนไปตามอัตราดังกล่าวบวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี
ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์แก่โจทก์เดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2565 จนถึงวันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา
คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์
สรุป
แม้สัญญาเช่าซื้อรถยนต์จะตกเป็นโมฆะ และผู้ให้เช่าซื้อไม่อาจเรียกให้ผู้เช่าซื้อหรือผู้ค้ำประกันรับผิดตามสัญญาได้ แต่ความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ยังคงอยู่
เจ้าของกรรมสิทธิ์จึงมีสิทธิติดตามเอารถยนต์คืนจากผู้ครอบครองโดยไม่มีสิทธิตามมาตรา 1336 การฟ้องในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์เป็นคนละประเด็นกับการฟ้องให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ
อย่างไรก็ตาม หากโจทก์ยังขอให้จำเลยรับผิดโดยอาศัยเหตุจากสัญญาเช่าซื้อเช่นเดียวกับคดีก่อน การฟ้องในส่วนนั้นย่อมเป็นฟ้องซ้ำ
เมื่อผู้ครอบครองทราบแล้วว่าตนไม่มีสิทธิ แต่ยังคงครอบครองและใช้ประโยชน์จากรถยนต์ต่อไป ย่อมตกอยู่ในฐานะผู้ได้รับทรัพย์สินไว้โดยทุจริต ต้องคืนรถยนต์ หากคืนไม่ได้ต้องใช้ราคาแทน และชดใช้ค่าขาดประโยชน์นับแต่วันที่ทราบว่าตนครอบครองโดยไม่มีสิทธิ
ฎีกาย่อ
คดีก่อนโจทก์ฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 ให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีหนังสือสัญญาเช่าซื้อและไม่มีหลักฐานการแจ้งความว่าสัญญาเช่าซื้อสูญหายมาแสดง ถือว่าสัญญาเช่าซื้อไม่ทำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 วรรคสอง ตกเป็นโมฆะ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ เท่ากับศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีแล้วว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์โดยอาศัยเหตุตามสัญญาเช่าซื้อและคดีถึงที่สุด คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องขอให้ศาลวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีโดยอาศัยเหตุเรื่องสัญญาเช่าซื้ออีก เป็นการฟ้องขอให้ศาลวินิจฉัยในประเด็นโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 เป็นฟ้องซ้ำ
โจทก์บรรยายฟ้องด้วยว่า โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อย่อมมีสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 จำเลยที่ 1 ยังคงครอบครองและใช้ประโยชน์รถยนต์ตลอดมาย่อมทำให้โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์เสียหาย โดยมีคำขอให้จำเลยทั้งสามส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามมาตรา 1336 ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนและให้ใช้ค่าขาดประโยชน์ ถือว่าคำฟ้องมีข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีรวมทั้งคำขอบังคับชัดเจนพอที่จะทำให้เข้าใจได้ว่าโจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยทั้งสามคืนรถยนต์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 20 แล้ว และเป็นคนละประเด็นกับคดีก่อนจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ
โจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีก่อน ฟ้องโจทก์คดีนี้ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่เป็นฟ้องซ้ำ แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ต่อโจทก์ และจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้ร่วมกันครอบครองรถยนต์ของโจทก์กับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ค้ำประกันสัญญาเช่าซื้อก็ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์
สัญญาเช่าซื้อรถยนต์ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 วรรคสอง จำเลยที่ 1 ยังคงครอบครองรถยนต์ของโจทก์เป็นการยึดถือไว้โดยไม่มีสิทธิ โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ย่อมมีสิทธิติดตามเรียกเอารถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ครอบครองอยู่คืนได้ตามมาตรา 1336 โดยไม่มีกำหนดอายุความ แต่การคืนทรัพย์สินแก่บุคคลผู้มีสิทธิเอาคืน มาตรา 1376 บัญญัติให้นำมาตรา 412 ถึงมาตรา 418 ว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับโดยอนุโลม จำเลยที่ 1 ทราบเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2565 ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้รู้ว่าตนครอบครองรถยนต์พิพาทไว้โดยไม่มีสิทธิแล้วตั้งแต่วันดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่คืนรถยนต์พิพาท แต่ยังคงครอบครองใช้ประโยชน์รถยนต์พิพาทอยู่ตลอดมา ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ตกอยู่ในฐานะเป็นบุคคลได้รับทรัพย์สินไว้โดยทุจริตนับแต่วันดังกล่าว จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามมาตรา 413 วรรคสอง กล่าวคือ จำเลยที่ 1 ต้องคืนรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ตามสภาพที่เป็นอยู่ หากคืนไม่ได้ย่อมต้องชดใช้ราคาแทนและค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์
ค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ก่อนฟ้องจนถึงวันที่จำเลยที่ 1 ตกอยู่ในฐานะเป็นบุคคลได้รับทรัพย์สินไว้โดยทุจริต เป็นข้อเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อซึ่งตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิด ประกอบกับก่อนที่จำเลยที่ 1 จะตกอยู่ในฐานะเป็นบุคคลได้รับทรัพย์สินไว้โดยทุจริต จำเลยที่ 1 มีเพียงหน้าที่จำต้องคืนทรัพย์สินเพียงสภาพที่เป็นอยู่และมิต้องรับผิดชอบในการที่ทรัพย์นั้นสูญหายหรือบุบสลายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 413 วรรคหนึ่ง โจทก์คงมีสิทธิได้รับค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำเดิมนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ทุจริต
ราคาใช้แทนกรณีที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์ไม่ได้ จำเลยที่ 1 ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เพื่อราคาวัตถุอันไม่อาจส่งมอบได้เพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันเกิดขึ้นระหว่างผิดนัด โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้ตั้งแต่เวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคานั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 225 แต่ไม่ปรากฏว่าเวลาเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคาอันหมายถึงเวลาที่ไม่สามารถส่งมอบรถยนต์เกิดขึ้นเมื่อใด โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยราคาใช้แทนนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาอันเป็นวันที่ศาลกำหนดราคาใช้แทน และราคาใช้แทนเป็นหนี้เงิน โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดตามมาตรา 224 นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 224 ดอกเบี้ยผิดนัดในหนี้เงิน
มาตรา 225 ดอกเบี้ยในค่าสินไหมทดแทนเพื่อราคาวัตถุอันไม่อาจส่งมอบได้
มาตรา 412 ถึงมาตรา 418 ลาภมิควรได้
มาตรา 413 ความรับผิดของผู้ได้รับทรัพย์สินไว้โดยสุจริตหรือทุจริต
มาตรา 572 วรรคสอง แบบของสัญญาเช่าซื้อ
มาตรา 1336 สิทธิของเจ้าของทรัพย์สินในการติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้
มาตรา 1376 การนำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้แก่การคืนทรัพย์สินโดยอนุโลม
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 148 ฟ้องซ้ำ
มาตรา 142 การพิพากษาไม่เกินคำขอ
มาตรา 172 การบรรยายคำฟ้อง
พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551
มาตรา 20 การบรรยายคำฟ้องในคดีผู้บริโภค
อ้างอิง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8556/2568
คำค้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8556/2568, สัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆะ, สัญญาเช่าซื้อรถยนต์, ฟ้องซ้ำ, เจ้าของกรรมสิทธิ์, ติดตามเอาทรัพย์คืน, มาตรา 1336, ผู้ครอบครองโดยไม่มีสิทธิ, ผู้ได้รับทรัพย์สินไว้โดยทุจริต, มาตรา 413, คืนรถยนต์, ราคาใช้แทน, ค่าขาดประโยชน์, ผู้ค้ำประกัน, ดอกเบี้ยราคาใช้แทน