ฎีกาที่ 331/2567

สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 331/2567
#ฎีกาศึกษา #ทนายความ

สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 331/2567

เรื่อง

พยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, บันดาลโทสะ, กฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง และการบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีกัญชา

ประเด็นข้อกฎหมาย

การที่จำเลยพกอาวุธมีดติดตัวไปยังบ้านที่เกิดเหตุ แล้วใช้มีดแทงผู้เสียหาย จะรับฟังได้หรือไม่ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

การที่ผู้เสียหายที่ 3 เดินออกมาจากบ้านที่เกิดเหตุพร้อมกับหญิงที่จำเลยอยู่กินฉันสามีภริยา โดยไม่ปรากฏพฤติการณ์ในทางชู้สาว ถือเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม อันจะทำให้จำเลยอ้างการกระทำโดยบันดาลโทสะได้หรือไม่

เมื่อประกาศกระทรวงสาธารณสุขมีผลให้พืชกัญชาไม่เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 อีกต่อไป จะนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีกัญชามาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ได้หรือไม่

ข้อเท็จจริง

จำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากับนางสาว ด. โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสก่อนเกิดเหตุประมาณ 6 ถึง 7 ปี

ก่อนเกิดเหตุ จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยนำเมทแอมเฟตามีนใส่ในกระดาษฟอยล์ แล้วลนไฟให้เกิดควันและสูดรับเอาควันเข้าสู่ร่างกาย

ในคืนเกิดเหตุ จำเลยพกอาวุธมีดปลายแหลมมีคมหนึ่งด้าน ความยาวรวมด้ามประมาณ 19 เซนติเมตร ติดตัวไปตามถนนสาธารณะภายในหมู่บ้านและบริเวณบ้านที่เกิดเหตุโดยไม่มีเหตุสมควร

จำเลยซึ่งมีอาวุธมีดติดตัวบุกรุกเข้าไปในบริเวณบ้านที่เกิดเหตุ อันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของผู้เสียหายที่ 1 และผู้เสียหายที่ 2 โดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันสมควร

จำเลยใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายที่ 3 บริเวณต้นคอด้านหลัง หน้าท้อง และข้อมือขวาโดยแรงหลายครั้ง โดยมีเจตนาฆ่า แต่การกระทำไม่บรรลุผล เนื่องจากผู้เสียหายที่ 3 ยกมือป้องกัน และมีบุคคลอื่นเข้ามาห้ามปรามและฉุดรั้งตัวจำเลยไว้ จำเลยจึงไม่อาจแทงผู้เสียหายที่ 3 ซ้ำได้อีก

ผู้เสียหายที่ 3 วิ่งหลบหนีเข้าไปซ่อนตัวอยู่ภายในบ้าน ต่อมามีบุคคลอื่นเข้าช่วยเหลือและนำตัวส่งแพทย์รักษา ผู้เสียหายที่ 3 ไม่ถึงแก่ความตาย แต่ได้รับบาดแผลฉีกขาดที่บริเวณคอ 1 ตำแหน่ง ข้อมือขวา 1 ตำแหน่ง และหน้าท้องด้านขวา 1 ตำแหน่ง ทำให้มีภาวะความดันโลหิตต่ำจากการเสียเลือดมากและได้รับอันตรายแก่กาย

ก่อนคดีนี้ จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 1 เดือน 15 วัน ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 5 คือกัญชาไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย โดยศาลรอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี

จำเลยกลับมากระทำความผิดในคดีนี้ภายในระยะเวลาที่ศาลรอการลงโทษ โจทก์จึงมีคำขอให้นำโทษจำคุก 1 เดือน 15 วัน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 331/2567 วินิจฉัยว่า

พยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยพกอาวุธมีดของกลางติดตัวไปยังบ้านที่เกิดเหตุและใช้มีดแทงผู้เสียหายที่ 3 โดยมีเจตนาฆ่า มิใช่เพียงมีเจตนาทำร้ายผู้เสียหายที่ 3

อย่างไรก็ตาม แม้รับฟังได้ว่าจำเลยพกอาวุธมีดของกลางติดตัวมายังบ้านที่เกิดเหตุ แต่พยานหลักฐานของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยเตรียมนำอาวุธมีดดังกล่าวมาเพื่อใช้แทงผู้เสียหายที่ 3

จากคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 3 นางสาว ด. และนางสาว ร. ปรากฏว่า ภายหลังผู้เสียหายที่ 3 วิ่งหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุ ผู้เสียหายที่ 3 วิ่งไปเอามีดสปาต้าความยาวประมาณ 50 เซนติเมตร ซึ่งซ่อนอยู่ใต้เบาะรถจักรยานยนต์ของนางสาว ร. ที่จอดอยู่บริเวณหน้าบ้านที่เกิดเหตุออกมา

การที่นางสาว ร. มีมีดสปาต้าซ่อนอยู่ใต้เบาะรถจักรยานยนต์ แสดงให้เห็นว่า ท้องที่เกิดเหตุอาจเป็นท้องที่ที่ผู้คนทั่วไปจำเป็นต้องมีอาวุธติดตัวหรือซุกซ่อนไว้ในยานพาหนะเพื่อใช้ป้องกันตนเอง จำเลยจึงอาจนำอาวุธมีดติดตัวไปยังบ้านที่เกิดเหตุเพียงเพื่อใช้ป้องกันตนเองก็เป็นได้

พยานหลักฐานของโจทก์ในส่วนนี้ยังมีข้อสงสัย จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง

ข้อเท็จจริงจึงยังรับฟังไม่ได้ว่า การที่จำเลยใช้มีดแทงผู้เสียหายที่ 3 เป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ไม่ใช่ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามมาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80

บันดาลโทสะ

แม้นางสาว ด. จะอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสก่อนเกิดเหตุประมาณ 6 ถึง 7 ปี แต่เพียงการที่ผู้เสียหายที่ 3 เดินออกมาจากบ้านที่เกิดเหตุกับนางสาว ด. โดยไม่ปรากฏว่ามีการกระทำใดที่อาจทำให้จำเลยเข้าใจไปได้ว่า ผู้เสียหายที่ 3 กับนางสาว ด. มีความสัมพันธ์กันในทางชู้สาว ย่อมยังถือไม่ได้ว่า ผู้เสียหายที่ 3 ข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม

การกระทำของจำเลยจึงมิใช่การกระทำโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72

กฎหมายไม่มีผลย้อนหลังและการบวกโทษ

ภายหลังได้มีประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ. 2565 ออกใช้บังคับ ซึ่งมีผลให้พืชกัญชาไม่เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 อีกต่อไป

การมีพืชกัญชาไว้ในครอบครองจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26/2, 176 และประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 93, 148

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ถือว่าจำเลยไม่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 5 คือกัญชาไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

จึงไม่อาจนำโทษจำคุก 1 เดือน 15 วัน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีดังกล่าวมาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ได้

ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่มีฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

ผลคดี

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานบุกรุกเคหสถานของผู้อื่นในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธ ฐานพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร และฐานเสพเมทแอมเฟตามีน

ศาลชั้นต้นรวมโทษและบวกโทษจำคุก 1 เดือน 15 วัน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีกัญชาแล้ว เป็นจำคุก 25 ปี 2 เดือน 15 วัน และปรับ 500 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น และฐานบุกรุกเคหสถานของผู้อื่นในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธ

การกระทำดังกล่าวเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี

จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี

เมื่อรวมกับโทษฐานพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร และฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 5 ปี 1 เดือน และปรับ 500 บาท

ศาลฎีกาไม่บวกโทษจำคุก 1 เดือน 15 วัน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีกัญชา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8

ฎีกาย่อ

ผู้เสียหายเดินออกมาจากบ้านที่เกิดเหตุกับ ด. ที่จำเลยอาศัยอยู่กินฉันสามีภริยากับ ด. โดยไม่ปรากฏว่ามีการกระทำใดที่อาจทำให้จำเลยเข้าใจไปได้ว่าผู้เสียหายกับ ด. มีความสัมพันธ์กันในทางชู้สาว ยังถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การกระทำของจำเลยที่พยายามฆ่าผู้เสียหายโดยเจตนา จึงมิใช่เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ

ได้มีประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ. 2565 ออกใช้บังคับ ซึ่งมีผลให้พืชกัญชาไม่เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 อีกต่อไป การมีพืชกัญชาไว้ในครอบครองจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26/2, 176 และประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 93, 148 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ถือว่าจำเลยไม่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีก่อนให้ลงโทษจำคุกฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 5 คือกัญชาไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เช่นนี้ไม่อาจนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ได้

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4)
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) (3)
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง
พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26/2 และมาตรา 176
ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 93 และมาตรา 148
พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ. 2565

อ้างอิง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 331/2567

คำค้น: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 331/2567, พยายามฆ่าผู้อื่น, พยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, พกอาวุธมีด, ยกประโยชน์แห่งความสงสัย, บันดาลโทสะ, ข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม, ความสัมพันธ์ในทางชู้สาว, กฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง, กฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลย, พืชกัญชา, ยาเสพติดให้โทษในประเภท 5, การบวกโทษ, โทษจำคุกที่รอการลงโทษ, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง, มาตรา 58, มาตรา 72, มาตรา 80, มาตรา 288

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า