สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1216/2565
เรื่อง: สัญญาขายฝากที่ดินเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงิน
ประเด็นข้อกฎหมาย
การที่ผู้กู้จดทะเบียนขายฝากที่ดินแก่ผู้ให้กู้ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้กู้ต้องการกู้ยืมเงิน ผู้ให้กู้เรียกดอกเบี้ยและให้ทำสัญญาขายฝากเพื่อใช้ที่ดินเป็นหลักประกัน จะถือว่าสัญญาขายฝากเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินหรือไม่
ข้อเท็จจริง
โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และครอบครองที่ดินตามโฉนด 2 แปลง
เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2549 โจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลยจำนวน 100,000 บาท ตกลงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน โดยจำเลยหักดอกเบี้ยล่วงหน้าไว้ 17,000 บาท โจทก์จึงได้รับเงินจริงเพียง 83,000 บาท
จำเลยให้โจทก์ทำสัญญาขายฝากที่ดินทั้ง 2 แปลงไว้แก่จำเลย และจดทะเบียนขายฝากต่อเจ้าพนักงานที่ดิน มีกำหนดไถ่คืนภายใน 1 ปี
ภายหลังโจทก์ชำระดอกเบี้ยให้แก่จำเลยเป็นระยะ แต่จำเลยไม่ออกหลักฐานการรับเงิน ต่อมาโจทก์ขอชำระหนี้และขอไถ่ที่ดินคืน แต่จำเลยปฏิเสธ โดยอ้างว่าโจทก์มิได้ไถ่ถอนภายในกำหนด กรรมสิทธิ์ในที่ดินจึงตกเป็นของจำเลยแล้ว
โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝาก ให้จำเลยคืนโฉนดที่ดิน และให้จำเลยรับชำระหนี้เงินกู้จำนวน 83,000 บาท
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1216/2565 วินิจฉัยว่า
แม้สัญญาขายฝากจะจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินอย่างถูกต้อง และชื่อของจำเลยในโฉนดที่ดินจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามกฎหมาย แต่ข้อสันนิษฐานดังกล่าวมิใช่ข้อสันนิษฐานเด็ดขาด คู่ความสามารถนำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างได้
พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่า โจทก์ต้องการกู้ยืมเงินจากจำเลย แต่จำเลยประสงค์ให้โจทก์ทำสัญญาขายฝากที่ดินไว้เพื่อเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงิน
จำเลยเองก็เบิกความยอมรับว่า โจทก์ต้องการกู้ยืมเงิน และจำเลยเป็นผู้ให้โจทก์ทำสัญญาขายฝากที่ดินไว้
นอกจากนี้ โจทก์ชำระดอกเบี้ยให้แก่จำเลยโดยตลอด ซึ่งสอดคล้องกับการกู้ยืมเงิน มิใช่การขายฝากที่ดิน เพราะ
หากเป็นการทำสัญญาขายฝากกันจริง ก็ไม่มีเหตุผลใดที่โจทก์จะต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่จำเลย
ทั้งจำเลยยังเคยถูกดำเนินคดีอาญาและศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า จำเลยประกอบธุรกิจให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยมุ่งหวังดอกเบี้ยเป็นผลกำไร เรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด และให้ผู้กู้ทำสัญญาขายฝากที่ดินแก่จำเลย ทั้งที่จำเลยไม่มีเจตนาจะรับซื้อฝากที่ดินจริง
แม้โจทก์จะมิใช่คู่ความในคดีอาญาดังกล่าว แต่ศาลสามารถนำคำพิพากษาในคดีอาญามารับฟังเป็นพยานหลักฐานประกอบการวินิจฉัยได้
พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย และสามารถหักล้างข้อสันนิษฐานของทะเบียนที่ดินและเอกสารมหาชนได้
ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยมีพฤติกรรมให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยมุ่งหวังดอกเบี้ยเป็นผลกำไร เรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด และโจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลยโดยมีที่ดินพิพาทเป็นหลักประกัน คู่กรณีไม่มีเจตนาทำสัญญาขายฝากที่ดินกันจริง
นิติกรรมการขายฝากที่ดินพิพาทจึงเป็น นิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินที่มีที่ดินพิพาทเป็นประกัน ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง
ส่วนสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นนิติกรรมที่ถูกอำพรางไว้ ต้องนำมาบังคับใช้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง
ผลคดี
ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้
จำเลยรับชำระหนี้จากโจทก์จำนวน 83,000 บาท
เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง
จำเลยมีสิทธิยึดโฉนดที่ดินไว้จนกว่าโจทก์จะชำระเงินแก่จำเลยครบถ้วน
ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
สรุป
แม้คู่กรณีจะจดทะเบียนขายฝากที่ดินต่อเจ้าพนักงานโดยถูกต้อง แต่ศาลต้องพิจารณา เจตนาที่แท้จริงของคู่กรณี และพฤติการณ์แวดล้อมทั้งหมด
เมื่อผู้รับซื้อฝากเป็นผู้ให้กู้ ผู้ขายฝากยังคงชำระดอกเบี้ย และมีการทำสัญญาขายฝากเพื่อใช้ที่ดินเป็นหลักประกัน ย่อมแสดงว่าคู่กรณีมิได้มีเจตนาซื้อขายฝากกันจริง แต่มีเจตนากู้ยืมเงิน
สัญญาขายฝากจึงเป็นนิติกรรมอำพรางและตกเป็นโมฆะ ส่วนสัญญากู้ยืมเงินที่ถูกอำพรางไว้ยังคงมีผลบังคับใช้
ฎีกาย่อ
นิติกรรมการขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมที่มีที่ดินพิพาทเป็นประกัน ตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ต้องบังคับตามสัญญากู้เงินที่มีที่ดินพิพาทเป็นหลักประกันซึ่งเป็นนิติกรรมที่ถูกอำพรางไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง ดังนี้ ต้องเพิกถอนนิติกรรมตามสัญญาขายฝากและบังคับให้จำเลยรับชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมจากโจทก์ตามฟ้องโดยให้จำเลยมีสิทธิยึดโฉนดที่ดินไว้จนกว่าโจทก์จะชำระเงินแก่จำเลย
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155
วรรคหนึ่ง นิติกรรมที่แสดงออกเป็นนิติกรรมอย่างหนึ่ง แต่คู่กรณีมีเจตนาที่แท้จริงเป็นอย่างอื่น เป็นนิติกรรมอำพราง โดยนิติกรรมที่แสดงออกนั้นเป็นโมฆะ
วรรคสอง ให้บังคับตามบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับนิติกรรมที่ถูกอำพราง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373
กรณีอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนไว้ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127
เอกสารมหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้นหรือรับรอง และสำเนาอันรับรองถูกต้อง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง แต่คู่ความสามารถนำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างได้
อ้างอิง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1216/2565
ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภค
วินิจฉัยเรื่องนิติกรรมอำพราง การขายฝากที่ดิน และการกู้ยืมเงินโดยมีที่ดินเป็นหลักประกัน
คำค้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1216/2565, ขายฝากอำพรางเงินกู้, นิติกรรมอำพราง, สัญญาขายฝากเป็นโมฆะ, กู้ยืมเงินโดยมีที่ดินเป็นประกัน, ชำระดอกเบี้ยหลังขายฝาก, เพิกถอนสัญญาขายฝาก, มาตรา 155, เอกสารมหาชน, สืบหักล้างโฉนดที่ดิน