สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7201/2568
เรื่อง
คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การเรียกค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 สิทธิของพนักงานอัยการในการฎีกาคดีส่วนแพ่ง และอำนาจศาลฎีกาหยิบยกข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัย
ประเด็นข้อกฎหมาย
เมื่อผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากได้รับอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 พนักงานอัยการโจทก์มีสิทธิฎีกาคดีส่วนแพ่งแทนผู้เสียหายหรือไม่
หากศาลฎีกาพิพากษากลับในคดีส่วนอาญาว่าจำเลยกระทำความผิด แต่ผู้เสียหายไม่ได้ฎีกาคดีส่วนแพ่ง ศาลฎีกาจะหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยให้เป็นไปตามผลคดีอาญาได้หรือไม่
ข้อเท็จจริง
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกซึ่งยังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงไปทางผู้เสียหาย 3 คน โดยมีเจตนาฆ่า กระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหายคนหนึ่ง แต่ถูกผู้เสียหายอีก 2 คนได้รับบาดเจ็บ การกระทำไม่บรรลุผล จำเลยจึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น
ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายที่ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย ซึ่งเป็นผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคนละ 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 จำนวน 10,000 บาท และแก่ผู้ร้องที่ 2 จำนวน 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ และยกคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ผู้เสียหายทั้งสองไม่ได้ฎีกาคดีส่วนแพ่ง แต่พนักงานอัยการโจทก์ฎีกาคดีส่วนอาญา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7201/2568 วินิจฉัยว่า
ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1
ค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากการได้รับอันตรายแก่กาย ไม่ใช่ทรัพย์สินหรือราคาทรัพย์สินที่ผู้เสียหายสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำความผิดตามมาตรา 43 ซึ่งเป็นกรณีที่พนักงานอัยการมีสิทธิเรียกร้องแทนผู้เสียหาย
ดังนั้น พนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 และไม่มีสิทธิฎีกาในคดีส่วนแพ่งแทนผู้ร้องทั้งสอง
อย่างไรก็ตาม คดีส่วนแพ่งนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การพิจารณาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46
เมื่อศาลฎีกาพิพากษากลับในคดีส่วนอาญาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง จึงต้องฟังข้อเท็จจริงในคดีส่วนแพ่งว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 และต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำร้อง
แม้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทน ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัย เพื่อให้ผลคดีส่วนแพ่งเป็นไปตามผลคดีส่วนอาญา เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
ส่วนดอกเบี้ยค่าสินไหมทดแทน หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ให้ปรับเปลี่ยนไปตามอัตราดังกล่าวบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี
ผลคดี
ศาลฎีกาพิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 83
ให้จำคุก 10 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามมาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน
คดีส่วนแพ่งให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 จำนวน 10,000 บาท และแก่ผู้ร้องที่ 2 จำนวน 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามอัตราที่กฎหมายกำหนด แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี
ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
สรุป
พนักงานอัยการไม่มีสิทธิฎีกาคดีส่วนแพ่งแทนผู้เสียหาย เมื่อเป็นการเรียกค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากได้รับอันตรายแก่กายตามมาตรา 44/1 เพราะค่าเสียหายดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์สินหรือราคาทรัพย์สินตามมาตรา 43
แต่เมื่อศาลฎีกาพิพากษากลับว่าจำเลยกระทำความผิด ศาลต้องถือข้อเท็จจริงในคดีอาญาไปวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกันด้วย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยให้สอดคล้องกับผลคดีอาญาได้ แม้ผู้เสียหายไม่ได้ฎีกาคดีส่วนแพ่ง เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 มาตรา 80 มาตรา 83 และมาตรา 288
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 มาตรา 43 มาตรา 44/1 มาตรา 46 มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252
ฎีกาย่อ
ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 และค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุที่ได้รับอันตรายแก่กายไม่ใช่ทรัพย์สินหรือราคาทรัพย์สินที่ผู้เสียหายสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำความผิดตามมาตรา 43 โจทก์ไม่มีสิทธิร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 โจทก์ไม่มีสิทธิฎีกาในคดีส่วนแพ่ง
คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การพิจารณาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 เมื่อคดีอาญาศาลฎีกาพิพากษากลับเป็นว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง จึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 และต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำร้องของผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 แม้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทนมาด้วย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลคดีอาญาได้ เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามมาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
อ้างอิง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7201/2568
คำค้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7201/2568, คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา, ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 44/1, พนักงานอัยการไม่มีสิทธิฎีกาคดีส่วนแพ่ง, ผู้เสียหายไม่ได้ฎีกาคดีส่วนแพ่ง, ศาลฎีกาหยิบยกคดีส่วนแพ่ง, ข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย, มาตรา 43, มาตรา 44/1, มาตรา 46