สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1188/2566
เรื่อง
นิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินด้วยการขายฝากที่ดิน และการคุ้มครองบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต
ประเด็นข้อกฎหมาย
โจทก์มีสิทธิฟ้องเพิกถอนการขายฝากและการซื้อขายที่ดินพิพาทตามฟ้อง และจำเลยทั้งสองต้องคืนโฉนดที่ดินพิพาทแก่โจทก์หรือไม่
ข้อเท็จจริง
โจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 จำนวน 200,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน และให้โจทก์จดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 230,000 บาท มีกำหนดไถ่ถอนภายใน 6 เดือน
จำเลยที่ 1 หักดอกเบี้ยล่วงหน้า 3 เดือน จำนวน 18,000 บาท หลังจากนั้นโจทก์ชำระดอกเบี้ยให้แก่จำเลยที่ 1 เรื่อยมา และมีการขยายระยะเวลาไถ่ถอนออกไปอีก 6 เดือน
ต่อมาโจทก์ผิดนัดชำระดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 เดือน เมื่อโจทก์ขอขยายเวลาขายฝากอีกครั้ง จำเลยที่ 1 แจ้งว่าได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว
โจทก์จึงฟ้องขอให้พิพากษาว่า สัญญาขายฝากระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงิน ขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากและการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และให้จำเลยทั้งสองคืนโฉนดที่ดินพิพาทแก่โจทก์
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สัญญาขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงิน ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน และไม่มีคู่ความฝ่ายใดขออนุญาตฎีกาในประเด็นดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงฟังยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
ประเด็นที่ขึ้นมาสู่ศาลฎีกาจึงเหลือเพียงว่า โจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และให้จำเลยทั้งสองคืนโฉนดที่ดินพิพาทแก่โจทก์หรือไม่
สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจริต และโจทก์คงนำสืบกล่าวอ้างลอย ๆ ว่า จำเลยที่ 2 เป็นนายทุนปล่อยเงินกู้ โดยไม่มีพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือมานำสืบสนับสนุนให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 รู้หรือควรรู้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มิได้มีเจตนาทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทกันจริง
ส่วนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความไม่สุจริตของจำเลยที่ 2 ซึ่งโจทก์เพิ่งกล่าวอ้างขึ้นใหม่ในชั้นฎีกา เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1188/2566 วินิจฉัยว่า
แม้สัญญาขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงิน ซึ่งต้องบังคับตามบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับนิติกรรมที่ถูกอำพราง ส่วนสัญญาขายฝากย่อมตกเป็นโมฆะ และต้องเพิกถอนนิติกรรมขายฝากอันเป็นผลให้ที่ดินพิพาทยังคงเป็นของโจทก์ก็ตาม
แต่จำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ไปก่อนแล้ว ซึ่งจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้และนำสืบว่ารับโอนที่ดินพิพาทมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว
โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจริต และไม่มีพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือสนับสนุนให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 รู้หรือควรรู้ถึงนิติกรรมอำพรางระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1
ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า
ดังนั้น แม้นิติกรรมขายฝากระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จะตกเป็นโมฆะเพราะเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงิน แต่โจทก์ไม่อาจยกการแสดงเจตนาลวงดังกล่าวขึ้นต่อสู้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงได้
ผลคดี
ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ยกฟ้องโจทก์ และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ
สรุป
สัญญาขายฝากที่ทำขึ้นเพื่ออำพรางการกู้ยืมเงินย่อมตกเป็นโมฆะ และต้องบังคับตามนิติกรรมกู้ยืมเงินซึ่งเป็นนิติกรรมที่ถูกอำพราง โดยผลระหว่างคู่กรณี ที่ดินพิพาทยังคงเป็นของผู้ขายฝาก
อย่างไรก็ตาม หากผู้รับซื้อฝากได้โอนขายที่ดินต่อให้แก่บุคคลภายนอกซึ่งกระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวง บุคคลภายนอกนั้นย่อมได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 155 วรรคหนึ่ง
เมื่อโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินมาโดยไม่สุจริต ไม่มีพยานหลักฐานพิสูจน์ว่าจำเลยที่ 2 รู้หรือควรรู้ถึงนิติกรรมอำพราง และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความไม่สุจริตเพิ่งถูกกล่าวอ้างขึ้นใหม่ในชั้นฎีกา จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวง
โจทก์จึงไม่อาจขอให้เพิกถอนการซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 หรือเรียกคืนโฉนดที่ดินพิพาทได้
ฎีกาย่อ
แม้สัญญาขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงิน ซึ่งต้องบังคับตามบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับนิติกรรมที่ถูกอำพราง ส่วนสัญญาขายฝากย่อมตกเป็นโมฆะ และต้องเพิกถอนนิติกรรมขายฝากอันเป็นผลให้ที่ดินพิพาทยังคงเป็นของโจทก์ก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ไปก่อนแล้ว โดยจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงย่อมได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง โจทก์ไม่อาจขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ได้ และจำเลยที่ 1 ไม่อาจคืนโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155
การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ แต่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้นมิได้
ถ้าการแสดงเจตนาลวงตามวรรคหนึ่งทำขึ้นเพื่ออำพรางนิติกรรมอื่น ให้นำบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับนิติกรรมที่ถูกอำพรางมาใช้บังคับ
อ้างอิง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1188/2566
แผนกคดีผู้บริโภค
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155
คำค้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1188/2566, นิติกรรมอำพราง, ขายฝากอำพรางการกู้ยืมเงิน, การแสดงเจตนาลวง, บุคคลภายนอกผู้สุจริต, เพิกถอนสัญญาขายฝาก, เพิกถอนการซื้อขายที่ดิน, คืนโฉนดที่ดิน, มาตรา 155