⚖️ สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8027/2561
📌 เรื่อง
มี น.ส.3 ข. แต่ที่ดินบางส่วนอยู่ในเขตที่ดินรถไฟ ผู้ซื้อจะมีสิทธิ in ที่ดินส่วนนั้นหรือไม่
📚 ประเด็นข้อกฎหมาย
ที่ดินพิพาทหมายเลข 2 ตามแผนที่พิพาท เป็นของโจทก์หรือเป็นที่ดินรถไฟของการรถไฟแห่งประเทศไทย
📝 ข้อเท็จจริง
โจทก์ซื้อและรับมอบการครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส.3 ข. เนื้อที่ประมาณ 24 ไร่ 4 ตารางวา แล้วนำไปยื่นคำขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดิน
การรถไฟแห่งประเทศไทยคัดค้านว่า ที่ดินบางส่วนซึ่งกำหนดเป็น ที่ดินพิพาทหมายเลข 2 อยู่ภายในเขตทางรถไฟส่วนแยกเขากระโดง เป็นที่ดินที่ใช้ในกิจการรถไฟ และมิใช่ที่ดินที่โจทก์หรือผู้ขายมีสิทธิครอบครอง
โจทก์จึงฟ้องขอให้การรถไฟแห่งประเทศไทยถอนคำคัดค้าน ส่วนการรถไฟแห่งประเทศไทยฟ้องแย้งขอให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดิน ส่งมอบที่ดินคืน และชำระค่าเสียหาย
⚖️ คำวินิจฉัยศาลฎีกา
ศาลฎีกาพิจารณาพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตสร้างทางรถไฟหลวงต่อจากนครราชสีมาถึงอุบลราชธานี ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2462 และ พระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟแลทางหลวง พ.ศ. 2464
ทางรถไฟส่วนแยกเขากระโดงมีระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร โดยช่วงประมาณ 4 กิโลเมตรแรกมีหลักฐานการจัดซื้อและชำระค่าที่ดินให้แก่เจ้าของที่ดินรวม 18 ราย ส่วนช่วงต่อไปเป็นพื้นที่ป่าและไม่ปรากฏเจ้าของหรือผู้ครอบครอง ศาลเห็นว่า หากพื้นที่ช่วงหลังมีเจ้าของหรือผู้ครอบครอง ย่อมควรปรากฏหลักฐานการจัดซื้อและชำระค่าที่ดินเช่นเดียวกับพื้นที่ช่วงแรก
การก่อสร้างทางรถไฟส่วนแยกดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อลำเลียงหินและใช้บริเวณเขากระโดงเป็นแหล่งวัสดุที่จำเป็นสำหรับการก่อสร้างทางรถไฟ ไม่ได้จำกัดเฉพาะพื้นที่ที่มีโรงงานทุบหินตั้งอยู่เท่านั้น
นอกจากนี้ การตรวจสอบแผนที่ แนวเขต และหลักเขตที่กรมที่ดินกับการรถไฟร่วมกันดำเนินการ แสดงว่าที่ดินพิพาทหมายเลข 2 อยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 8 ของทางรถไฟส่วนแยกเขากระโดง และอยู่ภายในเขตที่กำหนดไว้สำหรับการสร้างทางรถไฟ
เมื่อกรมรถไฟแผ่นดินเข้าใช้พื้นที่เพื่อลำเลียงหินและใช้เป็นแหล่งวัสดุสำหรับการก่อสร้างทางรถไฟ ที่ดินพิพาทจึงเป็นที่ดินที่จัดไว้ใช้ในการรถไฟโดยชอบด้วยกฎหมาย เป็น “ที่ดินรถไฟ” ตามมาตรา 3 (2) และตกเป็นกรรมสิทธิ์ของกรมรถไฟแผ่นดินตามมาตรา 25
มาตรา 6 (1) ห้ามยกอายุความขึ้นต่อสู้สิทธิของแผ่นดินเหนือที่ดินรถไฟหรืออสังหาริมทรัพย์อย่างอื่นของรถไฟ ส่วนมาตรา 6 (2) ห้ามเอกชนหรือบริษัทหวงห้ามหรือถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินรถไฟ เว้นแต่จะมีพระบรมราชโองการเป็นพิเศษว่าทรัพย์นั้นขาดจากการเป็นที่ดินรถไฟแล้ว
ต่อมา ทรัพย์สินและสิทธิของกรมรถไฟแผ่นดินโอนไปเป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทยตามพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494 มาตรา 10
ดังนั้น ที่ดินพิพาทหมายเลข 2 ไม่ใช่ของโจทก์ การที่โจทก์ซื้อและรับมอบการครอบครองต่อจากผู้ครอบครองเดิม ไม่ทำให้โจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินรถไฟส่วนดังกล่าว
📍 ผลคดี
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้การรถไฟแห่งประเทศไทยถอนคำคัดค้านการขอออกโฉนด เฉพาะที่ดินส่วนที่ไม่รวมที่ดินพิพาทหมายเลข 2
สำหรับที่ดินพิพาทหมายเลข 2 ให้โจทก์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน และศาลฎีกาพิพากษายืน โดยให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ
✅ สรุป
การมี น.ส.3 ข. หรือซื้อที่ดินต่อจากผู้ครอบครองเดิม ไม่ทำให้ผู้ซื้อมีสิทธิเหนือที่ดินส่วนที่ศาลรับฟังว่าเป็นที่ดินที่จัดไว้ใช้ในกิจการรถไฟโดยชอบด้วยกฎหมาย
ที่ดินรถไฟได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 6 โดยเอกชนไม่อาจอาศัยอายุความหรือการถือครองขึ้นต่อสู้สิทธิของแผ่นดินได้ เว้นแต่จะมีพระบรมราชโองการเป็นพิเศษว่าที่ดินนั้นขาดจากการเป็นที่ดินรถไฟแล้ว
ข้อควรเข้าใจ: คำพิพากษานี้วินิจฉัยเฉพาะสิทธิในที่ดินพิพาทหมายเลข 2 ตามข้อโต้แย้งและพยานหลักฐานของคู่ความในคดี มิได้วินิจฉัยสิทธิในที่ดินบริเวณเขากระโดงทุกแปลง
📖 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
#ฎีกาศึกษา #คดีเขากระโดง #ที่ดินรถไฟ #นส3ข #กฎหมายที่ดิน