สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 296/2567
ประเด็นข้อกฎหมาย
จำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่าโจทก์ร่วมได้รับเสื้อไปโดยไม่ถูกต้อง จึงติดตามเอาเสื้อคืน พร้อมคืนเงินค่าเสื้อให้โจทก์ร่วมและนำเสื้อไปมอบแก่สมาชิกผู้สั่งซื้อ การกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต อันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่
ข้อเท็จจริง
โจทก์ร่วมและจำเลยเป็นญาติกันและเป็นสมาชิกกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านเดียวกัน กลุ่มดังกล่าวจัดทำเสื้อยืดคอปกสีฟ้าขาว ราคาเสื้อตัวละ 120 บาท เพื่อให้สมาชิกสั่งซื้อสำหรับสวมใส่ในวันเดินทางไปศึกษาดูงาน โดยจำเลยเป็นผู้ร่วมรับสั่งจองเสื้อ
โจทก์ร่วมได้รับเสื้อจำนวน 1 ตัว และชำระเงิน 120 บาท ให้แก่ผู้มีหน้าที่แจกจ่ายเสื้อแล้ว ต่อมาจำเลยมาพบโจทก์ร่วมและขอให้โจทก์ร่วมนำเสื้อมาคืน โดยจำเลยจะคืนเงินค่าเสื้อให้ แต่โจทก์ร่วมปฏิเสธและยืนยันว่าได้สั่งซื้อเสื้อไว้อย่างถูกต้อง
ต่อมา นาย ท. ซึ่งเป็นญาติของทั้งโจทก์ร่วมและจำเลย เข้าไปภายในบ้านของโจทก์ร่วมและนำเสื้อดังกล่าวมามอบแก่จำเลย จำเลยมอบเงิน 120 บาท ให้นาย ท. นำไปคืนแก่โจทก์ร่วม แล้วนำเสื้อไปมอบให้ผู้รับจองเสื้ออีกคนหนึ่งเพื่อส่งต่อให้สมาชิกผู้สั่งซื้อซึ่งยังไม่ได้รับเสื้อ
โจทก์ร่วมกลับมาพบว่าเสื้อถูกนำออกไป จึงแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยฐานลักทรัพย์ เจ้าพนักงานตำรวจติดตามยึดเสื้อคืนมาและคืนให้แก่โจทก์ร่วมในเวลาต่อมา
คำวินิจฉัย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นผู้ร่วมดำเนินการรับสั่งจองเสื้อ และโจทก์ร่วมสั่งซื้อเสื้อผ่านจำเลย เมื่อจำเลยทราบว่ามีสมาชิกผู้สั่งซื้อบางรายยังไม่ได้รับเสื้อ จำเลยจึงไปสอบถามและทวงเสื้อคืนจากโจทก์ร่วม
เมื่อพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับพฤติกรรมของจำเลยและความสัมพันธ์ฉันญาติระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลย มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า จำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่าโจทก์ร่วมได้รับเสื้อไปโดยไม่ถูกต้อง และจำเลยมีหน้าที่ต้องติดตามเอาเสื้อคืนมาเพื่อส่งมอบให้แก่สมาชิกผู้สั่งซื้อตามความรับผิดชอบของตน
นอกจากนี้ การได้เสื้อคืนมามิได้กระทำโดยปกปิด แต่จำเลยกระทำโดยเปิดเผย ฝากเงินค่าเสื้อจำนวน 120 บาท คืนให้โจทก์ร่วม และรีบนำเสื้อไปดำเนินการมอบให้แก่สมาชิกผู้สั่งซื้อทันที
การกระทำของจำเลยจึงมิใช่การกระทำโดยมีเจตนาแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ซึ่งเป็นองค์ประกอบของการกระทำ “โดยทุจริต” จำเลยจึงขาดเจตนาทุจริตในการลักทรัพย์
ผลคดี
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (8) วรรคสอง จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท ลดโทษหนึ่งในสี่ คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 15,000 บาท โดยให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 1 ปี
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยว่า จำเลยขาดเจตนาทุจริตในการลักทรัพย์ จึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้ยกฟ้อง
สรุป
ความผิดฐานลักทรัพย์มิได้พิจารณาเพียงว่ามีการเอาทรัพย์ซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้อื่นไปเท่านั้น แต่ต้องปรากฏด้วยว่าผู้กระทำมี เจตนาทุจริต คือมีเจตนาแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น
คดีนี้ จำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่าโจทก์ร่วมได้รับเสื้อไปไม่ถูกต้อง จำเลยมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการสั่งจองเสื้อ ได้คืนเงินค่าเสื้อให้โจทก์ร่วม และรีบนำเสื้อไปมอบแก่สมาชิกผู้สั่งซื้อโดยเปิดเผย พฤติการณ์จึงไม่แสดงว่าจำเลยประสงค์แสวงหาประโยชน์จากเสื้อดังกล่าว จำเลยขาดเจตนาทุจริตและไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์
ฎีกาย่อ
จำเลยเข้าใจโดยสุจริตเกี่ยวกับเสื้อที่โจทก์ร่วมมีไว้ในครอบครองว่าโจทก์ร่วมได้รับไปโดยไม่ถูกต้อง ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ต้องติดตามเอาคืนเพื่อส่งมอบให้แก่สมาชิกผู้สั่งซื้อตามความรับผิดชอบของตน ทั้งการได้เสื้อคืนมาจำเลยกระทำการโดยเปิดเผย ทั้งจำเลยฝากเงินค่าซื้อเสื้อคืนให้โจทก์ร่วมและรีบนำเสื้อไปดำเนินการมอบให้แก่สมาชิกผู้สั่งซื้อทันที การกระทำของจำเลยหาใช่เจตนาเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายที่เป็นประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน อันเป็นการกระทำโดยทุจริตไม่ การกระทำของจำเลยขาดเจตนาทุจริตลักทรัพย์
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 1 (1)
“โดยทุจริต” หมายความว่า เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น
มาตรา 59
หลักความรับผิดทางอาญาและเจตนาในการกระทำความผิด
มาตรา 335 (1) (8) วรรคสอง
ความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนและลักทรัพย์ในเคหสถานตามข้อหาที่โจทก์ฟ้อง
อ้างอิง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 296/2567
คำค้น
เจตนาทุจริต, ขาดเจตนาทุจริต, ลักทรัพย์, เข้าใจโดยสุจริต, เอาทรัพย์คืน, คืนเงินค่าเสื้อ, เอาทรัพย์ออกจากบ้าน, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (1), มาตรา 59, มาตรา 335, คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 296/2567