ฎีกาที่ 3154/2568

#ฎีกาศึกษา #ทนายความ

⚖️ สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3154/2568

📌 เรื่อง

จดทะเบียนขายฝากที่ดิน 3 ครั้ง ไม่นำเงินชำระหนี้ เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้หลายกรรม

🔎 ประเด็นข้อกฎหมาย

การที่ลูกหนี้นำที่ดินไปจดทะเบียนขายฝากหลายครั้ง และไม่นำเงินที่ได้รับจากการขายฝากแต่ละครั้งมาชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ กรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน

และเมื่อโจทก์ไม่ได้อ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ในคำขอท้ายฟ้อง ศาลจะลงโทษจำเลยเรียงกระทงความผิดได้หรือไม่ และเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่

📝 ข้อเท็จจริง

จำเลยทั้งสองร่วมกันกู้ยืมเงินจากโจทก์ โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันการชำระหนี้ ต่อมาโจทก์ฟ้องเรียกชำระหนี้และบังคับจำนองจนคดีถึงที่สุด

ในชั้นบังคับคดี โจทก์และจำเลยทั้งสองผ่อนปรนการชำระหนี้ โดยให้โจทก์จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองโดยมีเงื่อนไขให้จำเลยทั้งสองขายที่ดิน แล้วนำเงินมาชำระหนี้ตามสัญญาจำนอง พร้อมขยายระยะเวลาชำระหนี้ออกไป 3 ปี

ภายหลังโจทก์จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้แล้ว จำเลยทั้งสองนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนขายฝากรวม 3 ครั้ง ได้แก่

▫️ ครั้งที่ 1 วันที่ 11 กรกฎาคม 2562
▫️ ครั้งที่ 2 วันที่ 24 พฤษภาคม 2564
▫️ ครั้งที่ 3 วันที่ 15 กันยายน 2564

ก่อนการขายฝากครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 มีการไถ่ถอนการขายฝากครั้งก่อน แล้วนำที่ดินไปจดทะเบียนขายฝากใหม่ แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองนำเงินที่ได้รับจากการขายฝากทั้ง 3 ครั้งไปชำระหนี้แก่โจทก์

⚔️ จำเลยทั้งสองฎีกา

จำเลยทั้งสองฎีกาว่า การจดทะเบียนขายฝากครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ เพราะภายหลังมีการไถ่ถอนการขายฝาก ทำให้ที่ดินกลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสองแล้ว

ส่วนการขายฝากครั้งที่ 3 เป็นเพียงการขยายระยะเวลาในการไถ่ถอน เพื่อให้จำเลยทั้งสองหาเงินมาไถ่ถอนที่ดิน การกระทำทั้ง 3 ครั้งจึงเป็นการกระทำต่อเนื่องเกี่ยวพันกัน มีเจตนาเดียว และควรเป็นความผิดกรรมเดียว

จำเลยทั้งสองยังฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้มีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษต่างกรรมต่างวาระ การที่ศาลลงโทษหลายกระทงจึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ พร้อมขอให้ลงโทษสถานเบา รอการลงโทษจำคุกหรือรอการกำหนดโทษ

🏛️ คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทให้แล้ว จำเลยทั้งสองมีหน้าที่นำที่ดินไปขายและนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ตามข้อตกลง

แต่จำเลยทั้งสองนำที่ดินไปจดทะเบียนขายฝากครั้งที่ 1 แล้วไม่นำเงินมาชำระหนี้ จากนั้นไถ่ถอนการขายฝากและนำที่ดินไปขายฝากครั้งที่ 2 โดยไม่นำเงินมาชำระหนี้ และต่อมาไถ่ถอนแล้วนำที่ดินไปขายฝากครั้งที่ 3 โดยไม่นำเงินมาชำระหนี้อีก

การจดทะเบียนขายฝากที่ดินและไม่นำเงินที่ได้รับจากการขายฝากมาชำระหนี้แก่โจทก์ ทำให้ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ สำเร็จแล้วทุกครั้ง

การกระทำทั้ง 3 ครั้งจึงเป็น ความผิดหลายกรรมต่างกัน มิใช่กรรมเดียว แม้จะมีการไถ่ถอนการขายฝากครั้งก่อน แล้วนำที่ดินไปจดทะเบียนขายฝากใหม่ก็ตาม

ส่วนกรณีที่โจทก์ไม่ได้อ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ในคำขอท้ายฟ้อง ศาลฎีกาเห็นว่า มาตรา 91 มิใช่กฎหมายที่บัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 ก็มิได้กำหนดให้โจทก์ต้องอ้างมาตรา 91 ในคำขอท้ายฟ้อง

เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิด 3 กรรม อันเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน ย่อมแสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยหลายกรรมได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

สำหรับคำขอให้รอการลงโทษจำคุกหรือรอการกำหนดโทษ ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดโทษเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงแก้ไข

✅ ผลคดี

ศาลฎีกาพิพากษายืน

จำคุกจำเลยทั้งสองคนละกระทงละ 6 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุกคนละ 18 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ

💡 สรุป

การนำที่ดินไปจดทะเบียนขายฝากแต่ละครั้ง และไม่นำเงินที่ได้รับมาชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ ทำให้ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้สำเร็จแยกจากกันในแต่ละครั้ง

แม้ลูกหนี้จะไถ่ถอนการขายฝากครั้งก่อน แล้วนำที่ดินไปจดทะเบียนขายฝากใหม่ การกระทำแต่ละครั้งก็ยังเป็น หลายกรรมต่างกัน มิใช่กรรมเดียวต่อเนื่องกัน

นอกจากนี้ แม้โจทก์ไม่ได้อ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ในคำขอท้ายฟ้อง แต่หากคำฟ้องบรรยายการกระทำแต่ละกรรมไว้อย่างชัดเจน ศาลย่อมลงโทษเรียงกระทงความผิดได้ โดยไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

📖 ฎีกาย่อ

โจทก์จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทเพื่อให้จำเลยทั้งสองขายที่ดินพิพาทนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนขายฝากแล้วไถ่ถอนการขายฝาก และนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนขายฝากอีก จากนั้นมีการไถ่ถอนการขายฝากแล้วนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนขายฝากครั้งที่ 3 โดยจำเลยทั้งสองไม่นำเงินที่ได้จากการขายฝากทั้ง 3 ครั้งไปชำระหนี้แก่โจทก์ เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้สำเร็จแล้วทุกครั้ง เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกันมิใช่กรรมเดียว

แม้โจทก์ไม่ได้ระบุประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มาในคำขอท้ายฟ้อง แต่มาตรา 91 ไม่ใช่กฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 มิได้ระบุให้โจทก์ต้องอ้างมาตรา 91 มาในคำขอท้ายคำฟ้องด้วย เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิด 3 กรรม อันเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน แสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสองหลายกรรมได้ มิได้เป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

📚 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

▪️ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83
▪️ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91
▪️ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350
▪️ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158
▪️ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

🔖 อ้างอิง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3154/2568
ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้

🔍 คำค้น

ฎีกาที่ 3154/2568, โกงเจ้าหนี้, ขายฝากที่ดิน, ขายฝากหลายครั้ง, ความผิดหลายกรรม, กรรมเดียวหรือหลายกรรม, ลงโทษเรียงกระทง, มาตรา 91, พิพากษาเกินคำขอ, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350

📢 แบ่งปันบทความนี้:

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า