สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6034/2551
เรื่อง
กรรมสิทธิ์รวม การแบ่งแยกการครอบครองเป็นสัดส่วน และการแบ่งกรรมสิทธิ์ตามส่วนที่ครอบครองจริง
ประเด็นข้อกฎหมาย
ผู้เป็นเจ้าของรวมในที่ดินจะถือว่ามีส่วนเท่ากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357 หรือไม่ หากเจ้าของรวมได้แบ่งแยกการครอบครองที่ดินออกเป็นสัดส่วนแล้ว
ข้อเท็จจริง
เดิมเจ้าของรวมเดิมและจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทตามโฉนด เนื้อที่ทั้งหมด 3 งาน 4 ตารางวา
ต่อมาเจ้าของรวมเดิมจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของตน พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นบ้าน 2 หลังแก่โจทก์ ซึ่งเป็นบุตรบุญธรรม
ภายหลังเจ้าของรวมเดิมถึงแก่ความตาย จำเลยย้ายออกจากบ้านในที่ดินพิพาทไปพักอาศัยอยู่ที่อื่น ส่วนโจทก์ยังคงครอบครองบ้านและที่ดินทางด้านทิศใต้
ตามแผนที่พิพาท มีการระบุสิ่งปลูกสร้างและแนวเขตแบ่งแยกการครอบครองของแต่ละฝ่ายไว้อย่างชัดเจน โดยโจทก์ครอบครองที่ดินทางด้านทิศใต้ เนื้อที่ประมาณ 1 งาน 37 ตารางวา ส่วนที่ดินที่เหลือทางด้านทิศเหนือเป็นส่วนของจำเลย
โจทก์เห็นว่า เมื่อโจทก์และจำเลยเป็นเจ้าของรวมกัน 2 คน จึงควรมีส่วนในที่ดินเท่ากันคนละประมาณ 1 งาน 52 ตารางวา และขอให้แบ่งที่ดินตามส่วนดังกล่าว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6034/2551 วินิจฉัยว่า
ศาลฎีการับฟังว่า ภายหลังเจ้าของรวมเดิมจดทะเบียนให้ที่ดินเฉพาะส่วนของตนพร้อมบ้าน 2 หลังแก่โจทก์แล้ว จำเลยยังคงพักอาศัยอยู่ร่วมกับเจ้าของรวมเดิมและโจทก์ในบ้านดังกล่าว
ต่อมาเมื่อเจ้าของรวมเดิมถึงแก่ความตาย จำเลยออกจากบ้านในที่ดินพิพาทไปพักอาศัยอยู่ที่อื่น
เมื่อพิจารณาประกอบกับแผนที่พิพาท ซึ่งแสดงสิ่งปลูกสร้างและแนวเขตแบ่งแยกพื้นที่ของแต่ละฝ่ายไว้อย่างชัดเจน ตามพฤติการณ์ถือได้ว่า นับแต่นั้นเป็นต้นมาโจทก์และจำเลยได้แบ่งแยกการครอบครองที่ดินพิพาทออกเป็นสัดส่วนโดยปริยาย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
“การที่ผู้เป็นเจ้าของรวมกันมีส่วนเท่ากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357 นั้น จะต้องเป็นกรณีที่ยังไม่ได้มีการแบ่งแยกการครอบครองเป็นสัดส่วน จึงจะถือว่าผู้เป็นเจ้าของรวมมีส่วนในที่ดินทั้งแปลงเท่ากัน”
“แต่คดีนี้โจทก์และจำเลยแบ่งแยกการครอบครองที่ดินพิพาทออกเป็นสัดส่วนแล้ว จึงต้องแบ่งกรรมสิทธิ์รวมไปตามที่มีการครอบครองดังกล่าว ซึ่งอาจไม่เท่ากันได้”
โจทก์จึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาททางด้านทิศใต้ เนื้อที่ประมาณ 1 งาน 37 ตารางวา
ส่วนที่ดินที่เหลือทางด้านทิศเหนือเป็นส่วนของจำเลย คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 1 งาน 67 ตารางวา
จำเลยจึงมีส่วนในที่ดินมากกว่าโจทก์ประมาณ 30 ตารางวา โจทก์ไม่มีสิทธิขอแบ่งที่ดินเท่ากันคนละประมาณ 1 งาน 52 ตารางวา
ผลคดี
ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำเลยดำเนินการแบ่งแยกที่ดินทางด้านทิศใต้ เนื้อที่ประมาณ 1 งาน 37 ตารางวา ให้แก่โจทก์ตามแนวเขตในแผนที่พิพาท
หากจำเลยไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย
ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
สรุป
การมีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดิน ไม่ได้หมายความว่าเจ้าของรวมจะต้องได้รับการแบ่งที่ดินเท่ากันเสมอไป
ข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357 ที่ให้ถือว่าเจ้าของรวมมีส่วนเท่ากัน ใช้ในกรณีที่ยังไม่ได้แบ่งแยกการครอบครองเป็นสัดส่วน
แต่ถ้าแบ่งแยกการครอบครองเป็นสัดส่วนแล้ว ก็ต้องแบ่งกรรมสิทธิ์รวมไปตามที่มีการครอบครอง ซึ่งอาจไม่เท่ากันได้
คดีนี้โจทก์มีสิทธิในที่ดินประมาณ 1 งาน 37 ตารางวา ส่วนจำเลยมีสิทธิในที่ดินส่วนที่เหลือประมาณ 1 งาน 67 ตารางวา จึงไม่อาจแบ่งคนละครึ่งตามที่โจทก์ขอได้
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357
ฎีกาย่อ
ผู้เป็นเจ้าของรวมกันในที่ดินจะมีส่วนเท่ากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357 ต้องเป็นกรณีที่ยังไม่ได้มีการแบ่งแยกการครอบครองเป็นสัดส่วน ถ้าแบ่งแยกการครอบครองออกเป็นสัดส่วนแล้ว ก็ต้องแบ่งกรรมสิทธิ์รวมไปตามที่มีการครอบครอง ซึ่งอาจไม่เท่ากันก็ได้
อ้างอิง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6034/2551
แหล่งที่มา: เนติบัณฑิตยสภา