ฎีกาที่ 495/2558

สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 495/2558

เรื่อง เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและบ้าน ขัดขวางไม่ให้อีกฝ่ายใช้ประโยชน์ เป็นละเมิดหรือไม่

ประเด็นข้อกฎหมาย

เมื่อโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและบ้านพิพาท โดยมีส่วนเท่ากัน จำเลยที่ 2 และผู้ที่อยู่อาศัยในบ้านพิพาทจะขัดขวางไม่ให้โจทก์เข้าใช้สอยทรัพย์พิพาทได้หรือไม่

และหากเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมตกลงแบ่งทรัพย์กันไม่ได้ ศาลมีทางออกอย่างไร



ข้อเท็จจริง

ผู้ตายกับจำเลยที่ 2 เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ จำเลยที่ 1 และ น.

ที่ดินและบ้านพิพาทเป็นทรัพย์ที่ผู้ตายซื้อมาและปลูกสร้างขึ้นภายหลังจากจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 2 จึงเป็นสินสมรส

เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย ต้องแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยากันก่อน จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทกึ่งหนึ่งทันที ส่วนอีกกึ่งหนึ่งจึงเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย

ต่อมา น. ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย แล้วนำที่ดินและบ้านพิพาทไปจดทะเบียนโอนเป็นมรดกแก่ตนเองแต่ผู้เดียว จากนั้นนำไปจดทะเบียนขายฝากแก่โจทก์ มีกำหนดเวลา 1 ปี และมีการขยายเวลาไถ่การขายฝาก 2 ครั้ง แต่เมื่อครบกำหนดแล้วไม่มีการไถ่การขายฝาก

โจทก์จึงฟ้องขอให้จำเลยทั้งห้าขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากบ้านพิพาท พร้อมเรียกค่าขาดประโยชน์และค่าเสียหาย 300,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 40,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งห้าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากบ้านพิพาท

ผลคดี

ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยทั้งห้าขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากบ้านพิพาท และให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 8,000 บาท นับแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2548 จนกว่าจะขนย้ายออก

ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

ศาลฎีกา พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์กับจำเลยที่ 2 เจรจาตกลงกันก่อนว่าจะแบ่งที่ดินและบ้านพิพาทกันหรือไม่ อย่างไร หากตกลงกันไม่ได้ ให้ขายที่ดินและบ้านพิพาทแล้วนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่ง โดยให้โจทก์กับจำเลยที่ 2 ประมูลราคากันเองก่อน หากไม่สำเร็จจึงให้นำออกขายทอดตลาด

นอกจากนี้ ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2548 จนกว่าจำเลยทั้งห้าจะขนย้ายออกจากที่ดินและบ้านพิพาท

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 495/2558 วินิจฉัยว่า

ที่ดินและบ้านพิพาทเป็นทรัพย์ที่ผู้ตายซื้อมาและปลูกสร้างหลังจากผู้ตายกับจำเลยที่ 2 จดทะเบียนสมรสกัน จึงเป็นสินสมรส

เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย ต้องแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยากันก่อน ที่ดินและบ้านพิพาทจึงเป็นของจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งทันทีในวันที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย ส่วนอีกกึ่งหนึ่งจึงเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย

ในส่วนที่เป็นของจำเลยที่ 2 นั้น ไม่ใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตาย น. ในฐานะผู้จัดการมรดกจึงไม่มีอำนาจจดทะเบียนโอนเป็นมรดกแก่ตนเอง และไม่มีอำนาจนำไปจดทะเบียนขายฝากแก่โจทก์

แม้โจทก์จะอ้างว่าสุจริตและเสียค่าตอบแทน แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 สมคบกับ น. หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จำเลยที่ 2 จึงได้รับความคุ้มครอง การจดทะเบียนขายฝากในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงไม่ผูกพันจำเลยที่ 2

แต่ที่ดินและบ้านพิพาทอีกกึ่งหนึ่งซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย ย่อมตกแก่ทายาท คือ จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และ น. คนละส่วนเท่า ๆ กัน

การที่ น. ซึ่งเป็นทายาทและเป็นผู้จัดการมรดก จดทะเบียนโอนที่ดินและบ้านพิพาทเป็นมรดกแก่ตนเองแต่ผู้เดียว แล้วนำไปขายฝากแก่โจทก์ ถือว่าเป็นการกระทำที่อยู่ในขอบอำนาจการจัดการมรดก

หากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในฐานะทายาทเห็นว่าไม่ถูกต้องและทำให้ตนได้รับความเสียหาย ย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก น. ได้

เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ไม่สุจริต การจดทะเบียนรับซื้อฝากในส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายจึงชอบ และมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และ น. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1724 วรรคหนึ่ง

เมื่อไม่มีการไถ่การขายฝาก กรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาทส่วนที่เป็นมรดกจึงตกเป็นของโจทก์

โจทก์จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและบ้านพิพาทกับจำเลยที่ 2 โดยมีส่วนเท่ากัน

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1360 วรรคหนึ่ง เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ มีสิทธิใช้ทรัพย์สินได้ แต่การใช้ต้องไม่ขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่น ๆ ด้วย

การที่จำเลยที่ 2 ขัดขวางมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมเข้าใช้สอยทรัพย์พิพาท จึงถือว่าเป็นการขัดต่อสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของรวม การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นละเมิดต่อโจทก์

ส่วนจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ซึ่งอาศัยอยู่ในที่ดินและบ้านพิพาท และขัดขวางมิให้โจทก์เข้าใช้ทรัพย์พิพาทโดยไม่มีสิทธิ ก็เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์เช่นเดียวกัน

ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรให้โจทก์และจำเลยที่ 2 เจรจาตกลงกันก่อนว่าจะแบ่งที่ดินและบ้านพิพาทกันหรือไม่ อย่างไร หากตกลงกันไม่ได้ ให้ขายที่ดินและบ้านพิพาทแล้วนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่ง โดยให้ประมูลราคากันเองระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ก่อน หากไม่สำเร็จจึงให้นำออกขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364

ฎีกาย่อ

ที่ดินและบ้านพิพาท ผู้ตายซื้อมาและปลูกสร้างหลังจากผู้ตายและจำเลยที่ 2 จดทะเบียนสมรสกัน จึงเป็นสินสมรส เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายต้องแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยากันก่อน ซึ่งเป็นของจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งทันทีที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย ส่วนอีกกึ่งหนึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย เมื่อที่ดินและบ้านส่วนที่เป็นของจำเลยที่ 2 มิใช่ทรัพย์มรดก น. ในฐานะผู้จัดการมรดกจึงไม่มีอำนาจจดทะเบียนโอนเป็นมรดกแก่ น. และนำไปจดทะเบียนขายฝากให้โจทก์ แม้โจทก์จะอ้างว่าสุจริตและเสียค่าตอบแทน แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 สมคบกับ น. หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จำเลยที่ 2 ย่อมได้รับความคุ้มครองและมีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทส่วนของตน การจดทะเบียนขายฝากไม่ผูกพันจำเลยที่ 2

ส่วนที่ดินและบ้านพิพาทอีกกึ่งหนึ่งซึ่งเป็นทรัพย์มรดกย่อมตกแก่ทายาท คือ จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และ น. คนละส่วนเท่า ๆ กัน การที่ น. จดทะเบียนที่ดินและบ้านพิพาทโอนเป็นของตนแต่ผู้เดียวและนำไปขายฝากให้โจทก์ ถือเป็นการกระทำที่อยู่ในขอบอำนาจของการจัดการมรดก หากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในฐานะทายาทเห็นว่าไม่ถูกต้องและทำให้ตนได้รับความเสียหาย ย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก น. ได้ การที่โจทก์จดทะเบียนรับซื้อฝากที่ดินและบ้านในส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ไม่สุจริต จึงชอบและผูกพันจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และ น. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1724 วรรคหนึ่ง เมื่อการจดทะเบียนขายฝากที่ดินและบ้านในส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกชอบและไม่มีการไถ่การขายฝาก กรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านส่วนนี้จึงตกเป็นของโจทก์ โจทก์จึงเป็นเจ้าของรวมในที่ดินและบ้านพิพาทกับจำเลยที่ 2 โดยมีส่วนเท่ากัน การที่จำเลยที่ 2 ขัดขวางมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมเข้าใช้สอยทรัพย์พิพาท จึงเป็นละเมิดต่อโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ซึ่งอาศัยในที่ดินและบ้านพิพาทกระทำการขัดขวางมิให้โจทก์เข้าใช้ทรัพย์พิพาท จึงเป็นละเมิดต่อโจทก์ด้วยเช่นกัน

สรุป

คดีนี้มีหลักสำคัญ 2 ชั้น

ชั้นแรก คือ เมื่อที่ดินและบ้านเป็นสินสมรส เมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งตาย ต้องแบ่งสินสมรสให้คู่สมรสอีกฝ่ายก่อน ส่วนที่เป็นของคู่สมรสไม่ใช่ทรัพย์มรดก ผู้จัดการมรดกไม่มีอำนาจนำไปโอนหรือขายฝากแก่บุคคลภายนอก

ชั้นที่สอง คือ ในส่วนที่เป็นทรัพย์มรดก หากผู้จัดการมรดกนำไปจัดการอยู่ในขอบอำนาจ และบุคคลภายนอกผู้รับซื้อฝากสุจริต การขายฝากย่อมมีผลผูกพันทายาท เมื่อไม่มีการไถ่การขายฝาก กรรมสิทธิ์ในส่วนนั้นจึงตกเป็นของผู้รับซื้อฝาก

ผลคือ โจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและบ้านพิพาทคนละครึ่ง

เมื่อเป็นเจ้าของรวม เจ้าของรวมแต่ละคนมีสิทธิใช้ทรัพย์ได้ แต่จะใช้สิทธิโดยขัดขวางเจ้าของรวมอีกคนไม่ได้ หากขัดขวางไม่ให้อีกฝ่ายเข้าใช้ทรัพย์ ย่อมเป็นละเมิด

ทางออกของศาลฎีกาในคดีนี้ คือ ให้เจ้าของรวมเจรจาแบ่งทรัพย์กันก่อน หากตกลงกันไม่ได้ ให้ขายทรัพย์แล้วนำเงินมาแบ่งกันตามส่วน โดยให้ประมูลกันเองก่อน หากไม่สำเร็จจึงนำออกขายทอดตลาด

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง:
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
- มาตรา 1360
- มาตรา 1364
- มาตรา 1724

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
- มาตรา 142 (1)

อ้างอิง:
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 495/2558

คำค้นที่เกี่ยวข้อง:
เจ้าของกรรมสิทธิ์รวม, เจ้าของรวมในที่ดินและบ้าน, สินสมรส, ทรัพย์มรดก, ผู้จัดการมรดก, ขายฝาก, ขัดขวางเจ้าของรวม, ละเมิดต่อเจ้าของรวม, แบ่งทรัพย์รวม, ขายทอดตลาดทรัพย์รวม, คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 495/2558

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า