สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3471/2567
ประเด็นข้อกฎหมาย
เอกสารการชำระภาษีบำรุงท้องที่ หรือ ภ.บ.ท. 5 เป็น “เอกสารราชการ” และเป็น “เอกสารสิทธิ” ด้วยหรือไม่
และเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพแล้ว ศาลยังเลื่อนคดีเพื่อฟังผลการชำระหนี้และหรือฟังคำพิพากษา ต่อมาผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนเดิมย้ายไปรับราชการที่ศาลอื่น ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคนใหม่มีอำนาจพิจารณาคดีและทำคำพิพากษาหรือไม่
ข้อเท็จจริง
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยปลอม เอกสารการชำระภาษีบำรุงท้องที่ ภ.บ.ท. 5 โดยแก้ไขชื่อและชื่อสกุลเจ้าของที่ดินจากชื่อบุคคลอื่นมาเป็นชื่อของจำเลย
จำเลยนำเอกสารดังกล่าวไปแสดงต่อโจทก์ แจ้งว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดินตามเอกสาร เพื่อขอกู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 60,000 บาท
โจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยเป็นเจ้าของที่ดิน จึงตกลงให้จำเลยกู้ยืมเงิน และจำเลยมอบเอกสารดังกล่าวไว้เป็นประกันการชำระหนี้แก่โจทก์
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิซึ่งเป็นเอกสารราชการ และใช้เอกสารสิทธิซึ่งเป็นเอกสารราชการปลอม ลงโทษจำคุก 6 เดือน
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3471/2567 วินิจฉัยว่า
ประเด็นแรก ศาลฎีกาเห็นว่า หลังจากจำเลยให้การรับสารภาพแล้ว ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำพิพากษา เนื่องจากจำเลยประสงค์จะหาเงินมาชดใช้ให้โจทก์ ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนเดิมจึงอนุญาตให้เลื่อนคดีไปนัดฟังผลการชำระหนี้และหรือฟังคำพิพากษา
ดังนั้น วันนัดที่เลื่อนมาจึงมิใช่การนัดฟังคำพิพากษาเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการนัดฟังผลการชำระหนี้ด้วย คดีจึงยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 28 มิใช่กรณีที่มีการพิจารณาคดีเสร็จสิ้นแล้วและอยู่ระหว่างทำคำพิพากษาตามมาตรา 29
เมื่อผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนเดิมย้ายไปรับราชการที่ศาลอื่น เป็นกรณีมีเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงได้ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจึงมอบหมายให้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคนใหม่พิจารณาคดีแทนต่อไปได้ ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคนใหม่จึงมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาและทำคำพิพากษา
ประเด็นต่อมา ศาลฎีกาเห็นว่า เอกสารการชำระภาษีบำรุงท้องที่ ภ.บ.ท. 5 เป็นเอกสารที่เจ้าพนักงานทำขึ้นในหน้าที่ เพื่อมอบให้แก่ผู้ครอบครองที่ดินไว้เป็นหลักฐานในการชำระภาษีบำรุงท้องที่ จึงเป็น เอกสารราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (8)
แต่ ภ.บ.ท. 5 ไม่ใช่เอกสารแสดงสิทธิในที่ดิน และไม่ใช่หลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ จึงไม่เป็น เอกสารสิทธิ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (9)
แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยฐานปลอมเอกสารสิทธิซึ่งเป็นเอกสารราชการ และฐานใช้เอกสารสิทธิซึ่งเป็นเอกสารราชการปลอมได้ คงลงโทษจำเลยได้เพียงฐานปลอมเอกสารราชการ และฐานใช้เอกสารราชการปลอมเท่านั้น
ศาลฎีกาเห็นต่อไปว่า ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
สำหรับเหตุรอการลงโทษ ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยปลอมเอกสารการชำระภาษีบำรุงท้องที่ซึ่งเป็นเอกสารราชการ แล้วนำไปใช้แสดงต่อโจทก์เพื่อให้โจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดินตามที่ระบุไว้ในเอกสาร และยินยอมให้จำเลยกู้ยืมเงินโดยยึดถือเอกสารดังกล่าวไว้เป็นหลักประกัน
แต่การกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยมีหลักฐานการกู้ยืมเป็นสัญญากู้ตามเอกสารหมาย จ.2 อยู่แล้ว เอกสาร ภ.บ.ท. 5 จึงเป็นเพียงหลักประกันเพิ่มเติมจากหลักฐานแห่งหนี้ตามกฎหมายที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่กรณีที่โจทก์ต้องบังคับชำระหนี้จากหลักประกันนี้เท่านั้น
เมื่อจำเลยขวนขวายชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน จนโจทก์ไม่ประสงค์ดำเนินคดีแก่จำเลยแล้ว พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่ร้ายแรงมากนัก และไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย
ผลคดี
ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 และมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265
จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 แต่กระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง
ปรับ 10,000 บาท ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 5,000 บาท
เมื่อรวมกับโทษจำคุกแล้ว คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท
โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลย โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน ตลอดระยะเวลาที่รอการลงโทษ และให้ทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56
หากไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
ฎีกาย่อ
สรุปหลักกฎหมาย
คดีนี้วางหลักสำคัญว่า ภ.บ.ท. 5 เป็นเอกสารราชการ แต่ไม่ใช่เอกสารสิทธิ
เพราะ ภ.บ.ท. 5 เป็นเพียงหลักฐานการชำระภาษีบำรุงท้องที่ ไม่ใช่เอกสารแสดงสิทธิในที่ดิน และไม่ใช่เอกสารที่ก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ
ดังนั้น การปลอม ภ.บ.ท. 5 แล้วนำไปใช้หลอกผู้อื่น อาจเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม แต่ไม่ใช่ฐานปลอมเอกสารสิทธิซึ่งเป็นเอกสารราชการ
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (8)
- ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (9)
- ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265
- ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268
- ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56
- ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78
- ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
- ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง
- ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225
- พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 28
- พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 29
อ้างอิง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3471/2567
คำค้น
ปลอมเอกสารราชการ ใช้เอกสารราชการปลอม ภ.บ.ท. 5 เอกสารสิทธิ เอกสารราชการ ภาษีบำรุงท้องที่ ปลอมเอกสาร กฎหมายอาญา ฎีกาที่ 3471/2567