ฎีกาที่ 1319/256>

#ฎีกาศึกษา #ทนายความ

สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1319/2568

เรื่อง: สินสมรส การแบ่งทรัพย์สินเมื่อหย่า และการขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด

ประเด็นข้อกฎหมาย

คู่สมรสทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าว่า เมื่อขายบ้านพร้อมที่ดินแล้ว ให้คืนเงิน 2,800,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 ก่อน ส่วนเงินที่เหลือจึงเป็นของจำเลยที่ 2

เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ได้เพียง 2,590,000 บาท จำเลยที่ 2 จะมีสิทธิขอกันเงินครึ่งหนึ่งจากเงินที่ขายทอดตลาดได้หรือไม่


ข้อเท็จจริง

จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เดิมเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ระหว่างสมรสจำเลยทั้งสองซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากบริษัทแห่งหนึ่ง ราคา 3,150,000 บาท

จำเลยที่ 1 นำเงินจำนวน 170,000 บาท ซึ่งได้รับจากโจทก์ผู้เป็นบิดาไปชำระราคาบางส่วน ส่วนราคาที่เหลือจำเลยทั้งสองร่วมกันกู้เงินจากธนาคารจำนวน 2,990,000 บาท และจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้เป็นประกันหนี้

ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้รับเงินจากโจทก์อีก 2,800,000 บาท และนำเงินไปชำระหนี้ธนาคารกับไถ่ถอนจำนองทรัพย์พิพาท โดยจำเลยที่ 1 ทำหลักฐานการกู้ยืมเงินจากโจทก์รวม 2 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 2,970,000 บาท

จำเลยทั้งสองจดทะเบียนหย่าและทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าว่า ให้ขายบ้านพร้อมที่ดินพิพาท เมื่อขายได้แล้วให้คืนเงิน 2,800,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 ส่วนเงินที่เหลือจากการขายให้เป็นของจำเลยที่ 2

ภายหลังโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้เงินกู้ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุด

โจทก์จึงนำยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ได้เงิน 2,590,000 บาท

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอกันเงินครึ่งหนึ่งจำนวน 1,295,000 บาท โดยอ้างว่าตนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์พิพาท และมิได้รู้เห็นเกี่ยวกับหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ส่วนศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้กันเงินจากการขายทอดตลาดจำนวน 1,295,000 บาท แก่จำเลยที่ 2 โจทก์และจำเลยที่ 1 จึงฎีกา


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1319/2568 วินิจฉัยว่า

ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทได้มาในระหว่างสมรส โดยจำเลยที่ 1 ชำระราคาบางส่วน และจำเลยทั้งสองร่วมกันกู้เงินจากธนาคารไปชำระราคาส่วนที่เหลือ พร้อมจดทะเบียนจำนองทรัพย์ไว้เป็นประกัน จึงถือว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสินสมรสของจำเลยทั้งสอง ซึ่งต้องจัดการแบ่งกันเมื่อหย่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532

บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าระบุว่า ให้ขายบ้านพร้อมที่ดิน เมื่อขายได้แล้วให้คืนเงิน 2,800,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 ส่วนเงินที่เหลือจากการขายจึงเป็นของจำเลยที่ 2 ข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาแบ่งสินสมรสและมีผลผูกพันจำเลยทั้งสอง

ในชั้นไต่สวนคำร้องขอกันส่วน จำเลยที่ 2 เบิกความตอบทนายโจทก์และทนายจำเลยที่ 1 สอดคล้องกับคำให้การในคดีหลักว่า เหตุที่ทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่า เพราะเงินจำนวนดังกล่าวมิใช่เงินของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ประสงค์จะขอรับเฉพาะเงินส่วนที่เหลือจากการขาย

ส่วนคำว่า “ขาย” ตามบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่า มิได้หมายถึงเฉพาะกรณีที่จำเลยทั้งสองนำทรัพย์พิพาทออกขายกันเอง แต่หมายความรวมถึงการขายทอดตลาดเพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษาด้วย

ข้อตกลงดังกล่าวมิได้กำหนดเงื่อนไขว่า จำเลยทั้งสองต้องขายทรัพย์พิพาทให้ได้ราคามากกว่า 2,800,000 บาท แต่มีความหมายว่า หากขายได้เกิน 2,800,000 บาท เงินส่วนที่เกินจึงจะเป็นของจำเลยที่ 2

เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทได้เงินเพียง 2,590,000 บาท ซึ่งต่ำกว่า 2,800,000 บาท จึงไม่มีเงินส่วนที่เกินจากจำนวนดังกล่าวที่จะกันให้แก่จำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิขอกันเงินจำนวน 1,295,000 บาทจากเงินที่ขายทอดตลาดได้


ผลคดี

ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอกันส่วนของจำเลยที่ 2 และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ


สรุป

แม้บ้านพร้อมที่ดินจะเป็นสินสมรส แต่เมื่ออดีตคู่สมรสทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าไว้ว่า ต้องคืนเงิน 2,800,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 ก่อน และจำเลยที่ 2 จะได้รับเฉพาะเงินส่วนที่เหลือ ข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันคู่สัญญา

คำว่า “ขาย” ตามข้อตกลงครอบคลุมถึงการขายทอดตลาดในชั้นบังคับคดีด้วย

เมื่อขายทอดตลาดได้เงินเพียง 2,590,000 บาท ซึ่งไม่ถึงจำนวน 2,800,000 บาท จึงไม่มีเงินส่วนเกินให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิขอกันเงินครึ่งหนึ่งจากเงินที่ขายทอดตลาดได้


กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474
  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532
  • ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 324

ฎีกาย่อ

จำเลยทั้งสองซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินจากบริษัท อ. ราคา 3,150,000 บาท ในระหว่างสมรส โดยจำเลยที่ 1 ชำระเงินบางส่วนแก่ผู้ขาย และจำเลยทั้งสองร่วมกันกู้ยืมเงินจากธนาคาร ท. นำเงินไปชำระหนี้ส่วนที่เหลือ โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทไว้เป็นประกัน ถือได้ว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสินสมรสของจำเลยทั้งสอง ซึ่งเป็นสามีภริยาที่ต้องจัดการแบ่งกันเมื่อหย่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 จำเลยที่ 1 นำเงินสินส่วนตัวที่ได้รับให้โดยเสน่หาจากโจทก์ซึ่งเป็นบิดาไปไถ่จำนอง จำเลยทั้งสองจึงตกลงแบ่งสินสมรสซึ่งเป็นที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโดยให้ขาย และเมื่อขายได้แล้วให้คืนเงิน 2,800,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ขอรับเงินเฉพาะส่วนที่ขายได้มากกว่า 2,800,000 บาท บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่านี้เป็นสัญญาแบ่งสินสมรสย่อมมีผลบังคับระหว่างกัน เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทได้เงิน 2,590,000 บาท ไม่ถึง 2,800,000 บาท จึงไม่มีเงินส่วนที่เกิน 2,800,000 บาท ที่จะกันให้แก่จำเลยที่ 2


อ้างอิง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1319/2568

คำค้นที่เกี่ยวข้อง: สินสมรส, แบ่งสินสมรสเมื่อหย่า, บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่า, ขายทอดตลาดสินสมรส, ขอให้กันส่วนเงินขายทอดตลาด, เงินส่วนตัวของคู่สมรส, สัญญาแบ่งสินสมรส, คำร้องขอกันส่วน, มาตรา 1532, ฎีกาที่ 1319/2568

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า