สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2005/2560
ประเด็นข้อกฎหมาย
การที่ผู้ตายแบ่งทรัพย์สินให้แก่ทายาทไว้ก่อนตาย และเมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย ทายาททุกคนถือเอาประโยชน์ตามที่ผู้ตายแบ่งไว้ โดยเข้าครอบครองทรัพย์มรดกเป็นส่วนสัด ถือว่าเป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง หรือไม่
และทายาทซึ่งได้รับการแบ่งปันทรัพย์มรดกของตนไปแล้ว จะมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินส่วนที่ทายาทอื่นครอบครอง เพื่อนำกลับคืนสู่กองมรดกและแบ่งปันใหม่อีกหรือไม่
ข้อเท็จจริง
โจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นบุตรของผู้ตายทั้งสอง โดยมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันรวม 8 คน
ก่อนผู้ตายทั้งสองถึงแก่ความตาย ได้จัดการแบ่งทรัพย์สินให้แก่บุตรทุกคนเป็นส่วนสัด โดยที่ดินพิพาทบางส่วนยกให้แก่จำเลยทั้งสอง ส่วนที่ดินแปลงอื่นยกให้แก่บุตรคนอื่น รวมทั้งโจทก์
เมื่อผู้ตายทั้งสองถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรม ทายาททุกคนถือเอาประโยชน์ตามที่ผู้ตายแบ่งไว้ โดยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในทรัพย์เป็นส่วนสัด และมีการขายสิทธิในที่ดินระหว่างทายาทด้วยกัน
โจทก์ได้รับการแบ่งปันทรัพย์มรดกในส่วนของตนแล้ว และต่อมาได้ขายสิทธิการครอบครองทรัพย์สินส่วนนั้นให้แก่ทายาทโดยธรรมอีกคนหนึ่ง
ภายหลังจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดก จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 เพียงคนเดียว โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาท ให้กลับคืนมาสู่กองมรดกของผู้ตายทั้งสองเพื่อแบ่งแก่ทายาทโดยธรรม
จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่า ก่อนผู้ตายทั้งสองถึงแก่ความตายได้แบ่งปันทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่บุตรทุกคนแล้ว โจทก์ได้รับส่วนแบ่งและขายส่วนของตนไปแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2005/2560 วินิจฉัยว่า
จำเลยให้การต่อสู้ว่า ก่อนผู้ตายทั้งสองถึงแก่ความตายได้แบ่งปันทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่บุตรทุกคน โจทก์ได้รับส่วนแบ่งแล้วขายส่วนของตนไป โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง
คำให้การดังกล่าวเป็นคำให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์โดยชัดแจ้งว่า ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงอันเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายทั้งสองได้แบ่งปันกันแล้วตามความประสงค์ของเจ้ามรดกทั้งสองที่ได้แบ่งไว้ก่อนตาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
ส่วนวิธีการแบ่งปันทรัพย์มรดกเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองสามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา มิใช่เรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น
ผู้ตายทั้งสองได้แบ่งปันที่ดินพิพาทให้แก่ทายาทโดยธรรมไว้ก่อนตายแล้ว และเมื่อผู้ตายทั้งสองถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมไว้ ทายาทโดยธรรมทุกคนก็ถือเอาประโยชน์ที่ผู้ตายทั้งสองได้แบ่งทรัพย์มรดกไว้ก่อนตาย โดยเข้าครอบครองทรัพย์มรดกและขายให้แก่ทายาทอื่น
การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมเข้าครอบครองที่ดินพิพาทด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตามที่ผู้ตายทั้งสองแบ่งไว้ก่อนถึงแก่ความตาย หรือทายาทอื่นขายให้ โดยมิได้มีเจตนายึดถือครอบครองไว้แทนทายาทอื่น ถือได้ว่าเป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยเข้าครอบครองทรัพย์มรดกเป็นส่วนสัดแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง
เมื่อโจทก์ได้รับการแบ่งปันทรัพย์มรดกไปแล้ว แต่กลับขายสิทธิการครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัดนั้นให้แก่ทายาทโดยธรรมอีกคนหนึ่ง โจทก์จะเรียกเอาส่วนแบ่งจากที่ดินพิพาทให้ผิดไปจากที่ตกลงกันหาได้ไม่
โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนมรดกที่ดินพิพาทให้กลับคืนสู่กองมรดก เพื่อแบ่งปันให้แก่โจทก์อีก
ผลคดี
ศาลฎีกาพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
สรุป
การที่เจ้ามรดกแบ่งทรัพย์สินให้แก่ทายาทไว้ก่อนตาย ยังมิใช่การแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยลำพัง เพราะขณะนั้นยังไม่เกิดกองมรดก
แต่เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้ว ทายาททุกคนถือเอาประโยชน์ตามที่เจ้ามรดกแบ่งไว้ เข้าครอบครองทรัพย์มรดกเป็นส่วนสัด และมีการขายสิทธิให้แก่ทายาทอื่น ย่อมถือว่าเป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยเข้าครอบครองทรัพย์มรดกเป็นส่วนสัดตามมาตรา 1750 วรรคหนึ่งแล้ว
ทายาทที่ได้รับส่วนแบ่งของตนและขายสิทธิไปแล้ว จึงไม่อาจเรียกเอาส่วนแบ่งจากที่ดินพิพาทให้ผิดไปจากที่ตกลงกัน และไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินเพื่อนำกลับมาแบ่งปันใหม่อีก
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177
ฎีกาย่อ
โจทก์เป็นทายาทโดยธรรมของ พ. และ ด. ผู้ตายทั้งสอง ฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนมรดกที่ดินพิพาทให้กลับคืนมาสู่กองมรดกของผู้ตายทั้งสองเพื่อแบ่งแก่ทายาทโดยธรรม จำเลยให้การต่อสู้ว่า ก่อน พ. และ ด. ถึงแก่ความตายได้แบ่งปันทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่บุตรทุกคน โจทก์ได้รับส่วนแบ่งแล้วขายส่วนของตนไป โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง เป็นคำให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์โดยชัดแจ้งว่า ที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกของ พ. และ ด. ได้แบ่งปันกันแล้วตามความประสงค์ของเจ้ามรดกทั้งสองที่ได้แบ่งไว้ก่อนตาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ส่วนวิธีการแบ่งปันทรัพย์มรดกเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองสามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา มิใช่เรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น
พ. และ ด. ผู้ตายทั้งสองได้แบ่งปันที่ดินพิพาทให้แก่ทายาทโดยธรรมไว้ก่อนตายแล้ว และเมื่อ พ. และ ด. ถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมไว้ ทายาทโดยธรรมทุกคนก็ถือเอาประโยชน์ที่ผู้ตายทั้งสองได้แบ่งทรัพย์มรดกไว้ก่อนตาย โดยเข้าครอบครองทรัพย์มรดกและขายให้แก่ทายาทอื่น การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมเข้าครอบครองที่ดินพิพาทด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตามที่ผู้ตายทั้งสองแบ่งไว้ก่อนถึงแก่ความตาย หรือทายาทอื่นขายให้โดยมิได้มีเจตนายึดถือครอบครองไว้แทนทายาทอื่นนั้น ถือได้ว่าเป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยเข้าครอบครองทรัพย์มรดกเป็นส่วนสัดแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง โจทก์ได้รับการแบ่งปันทรัพย์มรดกไปแล้ว แต่กลับขายสิทธิการครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัดนั้นให้แก่ ท. ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมอีกคนหนึ่ง โจทก์จะเรียกเอาส่วนแบ่งจากที่ดินพิพาทให้ผิดไปจากที่ตกลงกันหาได้ไม่ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนมรดกที่ดินพิพาทให้กลับคืนสู่กองมรดกเพื่อแบ่งปันให้แก่โจทก์อีก
อ้างอิง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2005/2560 ฉบับเต็ม จำนวน 7 หน้า
คำค้นที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2005/2560, การแบ่งปันทรัพย์มรดก, ครอบครองทรัพย์มรดกเป็นส่วนสัด, ทายาทโดยธรรม, ผู้จัดการมรดก, เพิกถอนการโอนมรดก, การแบ่งมรดกก่อนตาย, มาตรา 1750, คำให้การปฏิเสธฟ้อง, นอกฟ้องนอกประเด็น