ฎีกาที่ 5292/2568

#ฎีกาศึกษา #ทนายความ
สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5292/2568
เรื่อง
ฟ้องว่าขับเรือชนโดยเจตนาฆ่า แต่ศาลฟังว่าเกิดจากความประมาท ลงโทษตามที่พิจารณาได้ความได้หรือไม่?
━━━━━━━━━━━━━━━━━━
ประเด็นข้อกฎหมาย

การที่จำเลยที่ 1 ขับเรือประมงด้วยความเร็วเข้าเบียดกระแทกเรือตรวจการณ์ จนบุคคลบนเรือได้รับอันตรายสาหัสและได้รับอันตรายแก่กาย มีพฤติการณ์เพียงพอให้รับฟังว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าหรือเป็นเพียงการกระทำโดยประมาท

และเมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดโดยเจตนา แต่ข้อเท็จจริงจากทางพิจารณาฟังได้ว่าเป็นการกระทำโดยประมาท ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความได้หรือไม่

━━━━━━━━━━━━━━━━━━
ข้อเท็จจริง

จำเลยทั้งสองร่วมกันนำเรือประมงออกทำการประมงโดยใช้เครื่องมือคราดหอยในเขตทะเลชายฝั่งโดยไม่ได้รับอนุญาต

เจ้าหน้าที่ประมงและผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานได้รับแจ้งว่ามีการทำประมงผิดกฎหมาย จึงนำเรือตรวจการณ์ออกตรวจสอบ เมื่อพบกลุ่มเรือประมงกำลังทำการประมง เจ้าหน้าที่ใช้ไฟฉายส่องไปยังกลุ่มเรือและตะโกนแจ้งให้หยุด แต่กลุ่มเรือประมงขับหลบหนี

ต่อมามีเรือประมงลำหนึ่งเร่งเครื่องยนต์เสียงดังเข้ามาใกล้เรือตรวจการณ์ โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับเรือ ส่วนจำเลยที่ 2 อยู่บริเวณหัวเรือ แล้วเรือประมงเข้าเบียดกระแทกกับเรือตรวจการณ์ก่อนขับหลบหนีไป ทำให้เรือตรวจการณ์เสียหายและบุคคลบนเรือได้รับบาดเจ็บ

โจทก์ร่วมทั้งสอง ผู้เสียหายที่ 4 และผู้เสียหายที่ 11 ได้รับอันตรายสาหัส ส่วนผู้เสียหายที่ 10 ได้รับอันตรายแก่กาย โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังประทุษร้าย และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง

━━━━━━━━━━━━━━━━━━
คำวินิจฉัยศาลฎีกา
พยานหลักฐานยังไม่เพียงพอรับฟังว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่า

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พฤติการณ์บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 1 มิได้มีเจตนาขับเรือพุ่งเข้าชนกลางลำเรือตรวจการณ์ในลักษณะที่มุ่งหมายให้โจทก์ร่วมทั้งสองและผู้เสียหายทั้งหมดบนเรือตรวจการณ์ถึงแก่ความตายดังที่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองกล่าวอ้าง แต่มีลักษณะเป็นการเบียดกระแทกกันเสียมากกว่า

เรือของจำเลยที่ 1 อยู่ในกลุ่มเรือประมงที่ทำการประมงผิดกฎหมาย เมื่อพบเรือตรวจการณ์ของเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบ จำเลยที่ 1 ย่อมต้องการขับเรือหลบหนีออกไปให้ไกลเช่นเดียวกับเรือประมงลำอื่น มิใช่ขับเรือเข้าไปใกล้เรือตรวจการณ์ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกตรวจค้นจับกุม

พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองนำสืบจึงยังไม่มีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอให้รับฟังว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วมทั้งสองและผู้เสียหายทั้งหมดที่อยู่บนเรือตรวจการณ์ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่

การขับเรือดังกล่าวเป็นการกระทำโดยประมาท

อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยที่ 1 ขับเรือด้วยความเร็วเข้าเบียดกระแทกเรือตรวจการณ์ ในขณะที่คนบนเรือตรวจการณ์ร้องตะโกนเตือนบอกให้หยุดและส่องไฟเตือนแล้ว ส่งผลให้โจทก์ร่วมทั้งสอง ผู้เสียหายที่ 4 และผู้เสียหายที่ 11 ได้รับอันตรายสาหัส ส่วนผู้เสียหายที่ 10 ได้รับอันตรายแก่กาย

ถือได้ว่าเหตุเกิดจากการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์ ซึ่งจำเลยที่ 1 อาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่

จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 และฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย ตามมาตรา 390

ฟ้องว่ากระทำโดยเจตนา แต่ศาลลงโทษฐานประมาทได้

แม้ข้อเท็จจริงจากทางพิจารณาได้ความแตกต่างกับฟ้อง เพราะโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กระทำโดยเจตนา แต่ทางพิจารณาฟังได้ว่าเป็นการกระทำโดยประมาท

อย่างไรก็ตาม ข้อแตกต่างระหว่างการกระทำผิดโดยเจตนากับการกระทำโดยประมาทนั้น กฎหมายมิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ และจำเลยที่ 1 ไม่หลงข้อต่อสู้

ศาลจึงพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม

คดีส่วนแพ่งต้องถือข้อเท็จจริงตามคดีส่วนอาญา

คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46

เมื่อคดีส่วนอาญาฟังว่า จำเลยที่ 1 กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมทั้งสองและผู้เสียหายได้รับอันตราย จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามข้อเท็จจริงดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นว่าค่าสินไหมทดแทนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดไว้เหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงแก้ไข

━━━━━━━━━━━━━━━━━━
ผลคดี

ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 และมาตรา 390

ความผิดทั้งสองฐานเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามมาตรา 300 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามมาตรา 90

ลงโทษจำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามมาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี

ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย และฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่

คดีส่วนแพ่งและข้อหาอื่นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 โดยจำเลยที่ 1 ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมทั้งสองคนละ 360,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามที่กำหนดไว้ในคำพิพากษา

━━━━━━━━━━━━━━━━━━
สรุป

แม้พยานหลักฐานจะยังไม่เพียงพอรับฟังว่า จำเลยที่ 1 ขับเรือเข้าเบียดกระแทกเรือตรวจการณ์โดยมีเจตนาฆ่าบุคคลบนเรือ แต่การขับเรือด้วยความเร็ว ทั้งที่บุคคลบนเรือตรวจการณ์ร้องตะโกนและส่องไฟเตือนให้หยุดแล้ว เป็นการปราศจากความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์

เมื่อการกระทำเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดตามมาตรา 300 และมาตรา 390

แม้โจทก์ฟ้องว่าเป็นการกระทำโดยเจตนา ศาลก็พิพากษาลงโทษฐานกระทำโดยประมาทตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความได้ เพราะข้อแตกต่างระหว่างการกระทำโดยเจตนากับการกระทำโดยประมาทไม่ใช่ข้อแตกต่างในสาระสำคัญ และจำเลยที่ 1 ไม่หลงข้อต่อสู้

━━━━━━━━━━━━━━━━━━
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 59 เรื่องเจตนาและประมาท
มาตรา 78 การลดโทษเมื่อมีเหตุบรรเทาโทษ
มาตรา 90 การกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท
มาตรา 300 กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส
มาตรา 390 กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 46 การพิพากษาคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา
มาตรา 192 วรรคสาม ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาแตกต่างจากฟ้อง

━━━━━━━━━━━━━━━━━━
ฎีกาย่อ

จำเลยที่ 1 ขับเรือด้วยความเร็วเบียดกระแทกเรือตรวจการณ์ ในขณะที่คนบนเรือตรวจการณ์ร้องตะโกนเตือนบอกให้หยุดและส่องไฟเตือนแล้ว ส่งผลให้โจทก์ร่วมทั้งสอง ผู้เสียหายที่ 4 และที่ 11 ได้รับอันตรายสาหัส ผู้เสียหายที่ 10 ได้รับอันตรายแก่กาย ถือได้ว่าเหตุเกิดจากการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์ ซึ่งจำเลยที่ 1 อาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 และมาตรา 390

แม้ข้อเท็จจริงจากทางพิจารณาได้ความแตกต่างกับฟ้อง แต่ข้อแตกต่างระหว่างการกระทำผิดโดยเจตนากับประมาท กฎหมายมิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ และจำเลยที่ 1 ไม่หลงข้อต่อสู้ ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตามที่พิจารณาได้ความนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม

━━━━━━━━━━━━━━━━━━
อ้างอิง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5292/2568
ที่มา: เนติบัณฑิตยสภา

━━━━━━━━━━━━━━━━━━
คำค้น: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5292/2568, ขับเรือชนเรือตรวจการณ์, เจตนาฆ่า, ความผิดโดยประมาท, ประมาทเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส, มาตรา 300, มาตรา 390, ข้อเท็จจริงต่างจากฟ้อง, พิพากษาไม่เกินคำขอ, มาตรา 192 วรรคสาม, คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า