สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 319/2560
เรื่อง
เจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์กับเจ้าของเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ต้องรับผิดจากข่าวที่เผยแพร่เหมือนกันหรือไม่ และเมื่อเผยแพร่ข่าวทั่วประเทศ การกระทำตามฟ้องถือว่าเกิดขึ้นทั่วราชอาณาจักรหรือไม่
ประเด็นข้อกฎหมาย
บริษัทซึ่งเป็นเจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์ ต้องรับผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาจากข่าวที่ลงพิมพ์ เพียงเพราะมีฐานะเป็นเจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์หรือไม่
บริษัทเจ้าของเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ซึ่งนำเสนอข่าวผ่านระบบคอมพิวเตอร์ในนามของตนเอง มีฐานะเป็นผู้ให้บริการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์หรือไม่ และจะอ้างว่าได้มอบหมายให้บุคคลอื่นควบคุมดูแลเว็บไซต์แล้ว ตนเองจึงไม่เกี่ยวข้องกับข่าวที่เผยแพร่ได้หรือไม่
เมื่อหนังสือพิมพ์และเว็บไซต์ข่าวออนไลน์เผยแพร่ข่าวซึ่งประชาชนสามารถติดตามได้ทั่วประเทศ จะถือว่าการกระทำตามฟ้องเกิดขึ้นทั่วราชอาณาจักร และโจทก์มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชหรือไม่
ข้อเท็จจริง
จำเลยที่ 1 เป็นบริษัทจำกัดมหาชน ประกอบกิจการเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์รายวัน และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์รายวันและเว็บไซต์ข่าวออนไลน์
มีการเสนอข่าวผ่านเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ของจำเลยที่ 1 ว่า เกษตรกรจำนวนมากรวมตัวชุมนุมประท้วงเพื่อให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตร โดยระบุว่าโจทก์ร่วมเป็นแกนนำการชุมนุม ต่อมามีการเสนอข่าวในหนังสือพิมพ์รายวันในลักษณะเดียวกัน
ข่าวดังกล่าวระบุว่า ผู้ชุมนุมนำรถบรรทุกมาปิดถนน ทำให้รถทุกประเภทไม่สามารถสัญจรผ่านไปมาได้ และก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน
แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ไม่ได้เป็นแกนนำและไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมดังกล่าว โดยกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ยอมรับว่า การลงข่าวว่าโจทก์เป็นแกนนำการชุมนุมเป็นข้อมูลที่ผิดพลาด
โจทก์จึงฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
คำวินิจฉัย
พระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. 2550 มาตรา 4 กำหนดความหมายและหน้าที่ของผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา บรรณาธิการ และเจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์แยกออกจากกัน
จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นเจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์ แต่ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องรับผิดชอบในการผลิตข่าว
เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบพยานให้ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องกับข่าวที่นำมาฟ้องอย่างไร จึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาจากข่าวที่ลงในหนังสือพิมพ์ได้
การเป็นเจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์เพียงอย่างเดียว จึงไม่ทำให้ต้องรับผิดในเนื้อหาข่าวโดยอัตโนมัติ หากไม่มีพยานหลักฐานแสดงถึงความเกี่ยวข้องกับการผลิตหรือควบคุมข่าวนั้น
จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ และเป็นผู้นำเสนอข่าวสารผ่านระบบคอมพิวเตอร์ในนามของตนเอง จึงมีฐานะเป็นผู้ให้บริการตามบทนิยามในพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3
เมื่อเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ของจำเลยที่ 1 นำเสนอข่าว ย่อมถือว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของเว็บไซต์และผู้ให้บริการยินยอมให้มีการนำเสนอข่าวดังกล่าวแล้ว
จำเลยที่ 1 จะอ้างว่าได้มอบหมายให้บุคคลอื่นควบคุมดูแลและบริหารจัดการเว็บไซต์ โดยตนเองไม่ได้เกี่ยวข้องกับข่าวไม่ได้ เพราะบทกฎหมายมีเจตนารมณ์มุ่งควบคุมการทำหน้าที่ของผู้ให้บริการโดยเฉพาะ
ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ไม่ได้เป็นแกนนำและไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมตามที่ปรากฏในข่าว ข้อมูลเกี่ยวกับโจทก์จึงเป็นข้อมูลอันเป็นเท็จ
เมื่อข่าวระบุว่า การชุมนุมมีการนำรถบรรทุกมาปิดถนน ซึ่งเป็นการกระทำผิดกฎหมาย ทำให้รถทุกประเภทไม่สามารถสัญจรผ่านไปมาได้ และก่อความเดือดร้อนแก่ประชาชน ย่อมทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่าโจทก์เป็นแกนนำทั้งการชุมนุมและการปิดถนน อันอาจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายแก่ชื่อเสียง
จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ให้บริการยินยอมให้มีการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือประชาชน จึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 15 ประกอบมาตรา 14 (1) ตามกฎหมายที่ใช้บังคับในคดีนี้
จำเลยที่ 1 โต้แย้งว่า มูลคดีไม่ได้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช เพราะจำเลยไม่อาจทราบได้ว่า บุคคลใดจะนำหนังสือพิมพ์ไปให้โจทก์อ่าน ณ สถานที่ใด หรือโจทก์จะเปิดอ่านข่าวจากเว็บไซต์ ณ สถานที่ใด
จำเลยที่ 1 จึงอ้างว่า การที่โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลดังกล่าวไม่ชอบและเป็นการกลั่นแกล้งให้จำเลยได้รับความเดือดร้อน
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หนังสือพิมพ์รายวันของจำเลยที่ 1 เผยแพร่และวางจำหน่ายทั่วราชอาณาจักร ส่วนเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ก็เผยแพร่โดยระบบสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวได้ทั่วราชอาณาจักรเช่นเดียวกัน
ถือได้ว่าการกระทำตามฟ้องเกิดขึ้นทั่วราชอาณาจักร โจทก์จึงใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นได้ ไม่ถือว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้
ผลคดี
ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 15 ประกอบมาตรา 14 (1)
วางโทษปรับ 30,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงปรับ 20,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29
ส่วนความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาจากข่าวที่ลงในหนังสือพิมพ์ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ซึ่งพิพากษายกฟ้อง
สรุป
คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างความรับผิดของเจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์กับเจ้าของเว็บไซต์ข่าวออนไลน์
สำหรับหนังสือพิมพ์ การเป็นเจ้าของกิจการเพียงอย่างเดียวยังไม่ทำให้ต้องรับผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา หากไม่มีพยานหลักฐานว่าเจ้าของกิจการมีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลิตหรือควบคุมข่าวที่นำมาฟ้อง
แต่สำหรับเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ เจ้าของเว็บไซต์ซึ่งนำเสนอข่าวผ่านระบบคอมพิวเตอร์ในนามของตนเอง มีฐานะเป็นผู้ให้บริการ และไม่อาจปฏิเสธความเกี่ยวข้องเพียงเพราะมอบหมายให้บุคคลอื่นควบคุมดูแลเว็บไซต์
เมื่อยินยอมให้มีการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นหรือประชาชน ย่อมมีความรับผิดตามกฎหมายที่ใช้บังคับในคดีนี้
นอกจากนี้ เมื่อหนังสือพิมพ์เผยแพร่และวางจำหน่ายทั่วราชอาณาจักร และเว็บไซต์ข่าวออนไลน์เผยแพร่ผ่านระบบสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งประชาชนสามารถติดตามข่าวได้ทั่วราชอาณาจักร ศาลฎีกาถือว่าการกระทำตามฟ้องเกิดขึ้นทั่วราชอาณาจักร โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชได้
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29
พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3 มาตรา 14 (1) และมาตรา 15
พระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. 2550 มาตรา 4
ฎีกาย่อ
จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์ตามบทนิยามของพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. 2550 มาตรา 4 ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องรับผิดชอบในการผลิตข่าว เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบพยานให้ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องกับข่าวที่นำมาฟ้องอย่างไร จึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทได้
จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ และเป็นผู้นำเสนอข่าวสารทางระบบคอมพิวเตอร์ในนามของตนเอง จึงเป็นผู้ให้บริการตามบทนิยามของพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3 การที่เว็บไซต์เสนอข่าวย่อมถือว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของและผู้ให้บริการยินยอมให้มีการนำเสนอข่าวแล้ว จำเลยจะอ้างว่าได้มอบหมายให้บุคคลอื่นควบคุมดูแลและบริหารจัดการเว็บไซต์ โดยตนเองไม่เกี่ยวข้องกับข่าวไม่ได้
โจทก์ไม่ได้เป็นแกนนำหรือเข้าร่วมการชุมนุมตามข่าว ข้อมูลเกี่ยวกับโจทก์จึงเป็นข้อมูลอันเป็นเท็จ เมื่อข่าวระบุว่าการชุมนุมมีการนำรถบรรทุกมาปิดถนน ซึ่งเป็นการกระทำผิดกฎหมายและก่อความเดือดร้อนแก่ประชาชน ย่อมทำให้โจทก์ซึ่งถูกระบุว่าเป็นแกนนำได้รับความเสียหายแก่ชื่อเสียง จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ให้บริการยินยอมให้มีการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือประชาชน จึงมีความผิดตามมาตรา 15 ประกอบมาตรา 14 (1)
หนังสือพิมพ์รายวันของจำเลยที่ 1 เผยแพร่และวางจำหน่ายทั่วราชอาณาจักร ส่วนเว็บไซต์ข่าวออนไลน์เผยแพร่โดยระบบสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวได้ทั่วราชอาณาจักรเช่นเดียวกัน ถือได้ว่าการกระทำตามฟ้องเกิดขึ้นทั่วราชอาณาจักร โจทก์จึงใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้นได้ ไม่ถือว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต
อ้างอิง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 319/2560
แหล่งที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 319/2560, เจ้าของหนังสือพิมพ์, เจ้าของเว็บไซต์, ผู้ให้บริการ, ข่าวออนไลน์, ข้อมูลอันเป็นเท็จ, หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์, เขตอำนาจศาล, การกระทำเกิดขึ้นทั่วราชอาณาจักร, เว็บไซต์เผยแพร่ทั่วประเทศ