ฎีกาที่ 1173/2566

#ฎีกาศึกษา #ทนายความ
สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1173/2566
━━━━━━━━━━━━━━━━━━
เรื่อง

ยอมให้ภริยาใช้บัญชีรับโอนเงินที่หลอกลวงผู้เสียหาย เป็นผู้สนับสนุนความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน
━━━━━━━━━━━━━━━━━━
ประเด็นข้อกฎหมาย

การที่เจ้าของบัญชีเงินฝากยอมให้ภริยานำบัญชีของตนไปใช้รับโอนเงินลงทุนจากผู้เสียหาย หากพฤติการณ์รับฟังได้ว่าเจ้าของบัญชีรู้ว่าเงินดังกล่าวได้มาจากการหลอกลวง การยินยอมให้ใช้บัญชีจะถือเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการกระทำความผิด และเป็นผู้สนับสนุนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 หรือไม่

นอกจากนี้ ผู้สนับสนุนการกระทำความผิดต้องร่วมรับผิดคืนเงินแก่ผู้เสียหายในส่วนแพ่งกับผู้กระทำความผิดโดยตรงหรือไม่

━━━━━━━━━━━━━━━━━━
ข้อเท็จจริง

จำเลยที่ 1 โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กชักชวนประชาชนให้ร่วมลงทุนซื้อเครื่องนวดสปา โดยเสนอว่า หากลงทุนเคสละ 30,000 บาท ภายใน 7 วัน จะได้รับเงินลงทุนคืนพร้อมผลกำไร 3,500 บาท ถึง 5,000 บาท

ผู้เสียหายทั้งสิบสามคนสนใจและเข้าร่วมลงทุน โดยโอนเงินลงทุนเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ 1 หลังจากนั้นมีการโอนเงินจากบัญชีดังกล่าวไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 ไม่สามารถคืนเงินลงทุนพร้อมผลกำไรให้แก่ผู้เสียหายได้ ผู้เสียหายจึงแจ้งความดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 2 ยอมให้จำเลยที่ 1 ใช้บัญชีของตน โดยมอบหมายเลขบัญชีและบัตรเอทีเอ็ม พร้อมติดต่อธนาคารเพื่อเปิดใช้ระบบโมบายแบงก์กิ้งผูกกับหมายเลขโทรศัพท์ของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ตั้งรหัสใช้งาน ทำให้จำเลยที่ 1 สามารถใช้บัญชีดังกล่าวได้เสมือนเป็นเจ้าของบัญชีเอง

━━━━━━━━━━━━━━━━━━
คำวินิจฉัยศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากันตั้งแต่ปี 2557 และยังคงอยู่กินกันโดยไม่ปรากฏว่ามีปัญหาครอบครัว แม้จำเลยทั้งสองจะกล่าวอ้างว่าพักอาศัยอยู่คนละจังหวัด แต่ก็สามารถติดต่อสื่อสารและติดตามความเป็นอยู่ของกันและกันได้

จำเลยที่ 2 ยังยอมรับว่า ทราบข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนจากจำเลยที่ 1 ตั้งแต่เดือนเมษายน 2561 ศาลเห็นว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้า ย่อมต้องรู้ว่าการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงมากเช่นนี้ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้โดยตลอด เพราะเป็นเพียงการระดมเงินจากผู้ลงทุนรายใหม่มาหมุนเวียนจ่ายผลตอบแทนแก่ผู้ลงทุนรายก่อน โดยไม่มีการประกอบการจริง

ต่อมา จำเลยที่ 2 เข้าร่วมลงทุนด้วยและยอมให้จำเลยที่ 1 ใช้บัญชีของตน โดยมอบหมายเลขบัญชี บัตรเอทีเอ็ม และระบบโมบายแบงก์กิ้งให้จำเลยที่ 1 ใช้งาน การกระทำดังกล่าวทำให้จำเลยที่ 1 มีสถานะเสมือนเป็นเจ้าของบัญชี

จากการตรวจสอบความเคลื่อนไหวของบัญชีพบว่า ในแต่ละวันมีเงินโอนเข้าจำนวนมากและหลายรายการ และมีเงินโอนออกเป็นจำนวนหลักล้านบาท ศาลเชื่อว่าธนาคารต้องส่งข้อความแจ้งการโอนเงินเข้าและออกให้จำเลยที่ 2 ทราบอย่างแน่นอน

การที่จำเลยที่ 2 ทราบว่าบัญชีของตนมีเงินโอนเข้าจำนวนมากหลายรายการ แต่กลับนิ่งเฉย จึงเป็นพิรุธที่บ่งชี้ว่า จำเลยที่ 2 ทราบว่าจำเลยที่ 1 นำบัญชีไปใช้อย่างไร ส่วนข้ออ้างว่าไม่ได้รับข้อความแจ้งจากธนาคาร สมุดบัญชีสูญหาย หรือจำเลยที่ 1 ไม่สามารถใช้บัญชีของตนเองได้เพราะติดแบล็กลิสต์ เป็นเพียงคำกล่าวอ้างที่ไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนและไม่มีน้ำหนักรับฟัง

ศาลฎีกาจึงรับฟังว่า จำเลยที่ 2 รู้ว่าจำเลยที่ 1 นำบัญชีเงินฝากของตนไปใช้รับโอนเงินลงทุนที่หลอกลวงจากผู้เสียหายทั้งสิบสาม การยอมให้ใช้บัญชีจึงเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน

จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ และฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

━━━━━━━━━━━━━━━━━━
ผลคดี

จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 86 และเป็นผู้สนับสนุนการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง และมาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86

การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90

ศาลกำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ 2 เป็นเวลา 3 ปี 4 เดือน ลดโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 2 เดือน 20 วัน

ในส่วนแพ่ง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นเพียงผู้สนับสนุน แต่ก็ถือว่ามีส่วนในการกระทำความผิด จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในการคืนเงินต้นที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายที่ 2 ถึงที่ 13 พร้อมดอกเบี้ย ตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 9

ศาลฎีกาพิพากษาแก้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินต้นที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายที่ 2 ถึงที่ 13 พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่กู้ยืมเงินจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่ปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกา นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จ

━━━━━━━━━━━━━━━━━━
สรุป

คดีนี้ ศาลไม่ได้วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดเพียงเพราะเป็นเจ้าของบัญชีหรือเป็นสามีของจำเลยที่ 1 แต่พิจารณาจากพฤติการณ์หลายประการประกอบกัน ได้แก่ การทราบข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุน การยอมมอบบัญชี บัตรเอทีเอ็ม และระบบโมบายแบงก์กิ้งให้จำเลยที่ 1 ใช้ ตลอดจนการที่บัญชีมีเงินเข้าออกจำนวนมากแต่จำเลยที่ 2 กลับนิ่งเฉย

เมื่อพฤติการณ์รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 รู้ว่าบัญชีถูกนำไปใช้รับโอนเงินที่หลอกลวงผู้เสียหาย แล้วยังยินยอมให้ใช้ต่อไป การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการกระทำความผิด จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนทั้งทางอาญาและร่วมรับผิดคืนเงินแก่ผู้เสียหายในส่วนแพ่ง

━━━━━━━━━━━━━━━━━━
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 มาตรา 86 มาตรา 90 และมาตรา 343 วรรคหนึ่ง

พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง มาตรา 9 และมาตรา 12

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564

━━━━━━━━━━━━━━━━━━
ฎีกาย่อ

การที่จำเลยที่ 2 รู้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ยังยินยอมให้จำเลยที่ 1 นำบัญชีเงินฝากของตนไปใช้รับโอนเงินลงทุนที่จำเลยที่ 1 หลอกลวงผู้เสียหายทั้งสิบสาม ถือว่าเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิด จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนในความผิดดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และต้องร่วมรับผิดในส่วนแพ่งกับจำเลยที่ 1 ด้วย

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

อ้างอิง: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1173/2566

แหล่งที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

━━━━━━━━━━━━━━━━━━
คำค้น: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1173/2566, ผู้สนับสนุน, มาตรา 86, ฉ้อโกงประชาชน, กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน, ให้ผู้อื่นใช้บัญชีธนาคาร, รับโอนเงินลงทุน, ความรับผิดของเจ้าของบัญชี, ความรับผิดทางแพ่ง

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า