ฎีกาที่ 4988/2568

#ฎีกาศึกษา #ทนายความ

สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4988/2568

เรื่อง
กู้ยืมเงิน การคิดดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีร่วมกับการให้ผู้กู้รับภาระภาษีธุรกิจเฉพาะ ข้อตกลงเกี่ยวกับดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะ การนำเงินที่ชำระไปหักจากต้นเงินกู้ และการไถ่ถอนจำนอง

ประเด็นข้อกฎหมาย

เมื่อผู้ให้กู้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดให้เรียกได้ แล้วตกลงให้ผู้กู้รับภาระภาษีธุรกิจเฉพาะซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ให้กู้เพิ่มเติมอีก ภาษีดังกล่าวถือเป็นประโยชน์หรือค่าตอบแทนจากการให้กู้ยืมเงิน อันเป็นส่วนหนึ่งของดอกเบี้ยหรือไม่

หากข้อตกลงเกี่ยวกับดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะ เงินดอกเบี้ยและค่าภาษีที่ผู้กู้ชำระไปแล้วต้องนำไปหักออกจากต้นเงินกู้หรือไม่ และเมื่อลูกหนี้ชำระเงินเกินกว่าต้นเงินกู้แล้ว ผู้ให้กู้ต้องจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและคืนโฉนดที่ดินหรือไม่

นอกจากนี้ การเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดอันทำให้ข้อตกลงเกี่ยวกับดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่

ข้อเท็จจริง

โจทก์เป็นผู้กู้ ส่วนจำเลยเป็นบริษัทจำกัดประกอบธุรกิจให้สินเชื่อทั่วไป

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2553 โจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลยจำนวน 150,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยชำระดอกเบี้ยเดือนละหนึ่งครั้ง และจดทะเบียนจำนองที่ดินไว้เป็นหลักประกัน โดยถือว่าสัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน

ต่อมาวันที่ 14 พฤศจิกายน 2557 โจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลยเพิ่มเติมอีก 130,000 บาท และทำบันทึกข้อตกลงเพิ่มวงเงินจำนองจากการจำนองครั้งแรก รวมเป็นเงินต้นตามสัญญากู้ทั้งสิ้น 280,000 บาท

ตามบันทึกข้อตกลง โจทก์ต้องชำระดอกเบี้ยพร้อมภาษีธุรกิจเฉพาะร้อยละ 3.3 ของจำนวนดอกเบี้ยในแต่ละเดือน และหากผิดนัดต้องเสียค่าปรับอีกร้อยละ 0.75 ของดอกเบี้ยในแต่ละเดือน

โจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยเรื่อยมา โดยเห็นว่าตนชำระดอกเบี้ยและต้นเงินครบถ้วนแล้ว จึงบอกกล่าวให้จำเลยไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินคืน แต่จำเลยเพิกเฉย

โจทก์จึงฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินคืน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า โจทก์ยังชำระดอกเบี้ยและต้นเงินไม่ครบถ้วน จำเลยจึงยังไม่มีหน้าที่จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและคืนโฉนดที่ดินแก่โจทก์

คำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้จำเลยดำเนินการไถ่ถอนจำนองและส่งมอบโฉนดที่ดินคืนแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเป็นพับ

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

คำวินิจฉัยศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นบริษัทจำกัดประกอบธุรกิจเยี่ยงธนาคารพาณิชย์โดยให้กู้ยืมเงิน จึงมีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากรายรับดอกเบี้ยตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (5) ในอัตราร้อยละ 3.3 รวมภาษีท้องถิ่นด้วย

ภาษีธุรกิจเฉพาะดังกล่าวเป็นภาระภาษีที่กฎหมายกำหนดให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ให้กู้มีหน้าที่ชำระ แต่จำเลยกลับตกลงให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้กู้รับภาระภาษีแทน จึงถือเป็นประโยชน์อย่างหนึ่งและเป็นค่าตอบแทนที่โจทก์ต้องใช้ให้แก่จำเลยจากการได้กู้ยืมเงิน อันถือเป็นส่วนหนึ่งของดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงิน

จำเลยคิดดอกเบี้ยจากโจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดให้เรียกได้อยู่แล้ว เมื่อนำค่าภาษีธุรกิจเฉพาะที่โจทก์ต้องรับภาระมารวมกับดอกเบี้ย จึงเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี

แม้อัตราภาษีธุรกิจเฉพาะจะมีจำนวนไม่มากนัก แต่เมื่อจำเลยคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดอยู่แล้ว การให้ผู้กู้รับภาระภาษีเพิ่มเติมย่อมถือว่าเป็นการให้กู้ยืมเงินอันมีลักษณะกำหนดจะเอาหรือรับเอาซึ่งประโยชน์อย่างอื่นนอกจากดอกเบี้ยมากเกินส่วนอันสมควร

ข้อตกลงที่ให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ร่วมกับการให้โจทก์รับภาระค่าภาษีธุรกิจเฉพาะในแต่ละเดือน จึงเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 และพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 ข้อตกลงเกี่ยวกับดอกเบี้ยดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ

สิ่งที่ตกเป็นโมฆะคือข้อตกลงเกี่ยวกับดอกเบี้ย มิใช่สัญญากู้ยืมเงินทั้งหมด เงินต้นตามสัญญากู้รวมจำนวน 280,000 บาทยังคงชอบด้วยกฎหมาย แต่ต้องนำเงินดอกเบี้ยและค่าภาษีที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยไปแล้วทั้งหมดหักออกจากต้นเงินกู้

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย ภาษีธุรกิจเฉพาะ และค่าปรับผิดนัดการชำระดอกเบี้ยให้แก่จำเลยรวมทั้งสิ้น 449,398 บาท ซึ่งเกินกว่าต้นเงินกู้จำนวน 280,000 บาทแล้ว โจทก์จึงไม่มีหนี้เงินกู้ค้างชำระแก่จำเลย

จำเลยจึงมีหน้าที่จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินให้แก่โจทก์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยให้จำเลยไถ่ถอนจำนองจึงชอบแล้ว

ส่วนการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดและผลของข้อตกลงเกี่ยวกับดอกเบี้ยที่ตกเป็นโมฆะ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์ยกขึ้นอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยได้

ผลคดี

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้จำเลยดำเนินการไถ่ถอนจำนองและส่งมอบโฉนดที่ดินคืนแก่โจทก์ โดยให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ

สรุป

การคิดดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีเพียงอย่างเดียวไม่ใช่เหตุที่ทำให้ข้อตกลงเกี่ยวกับดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะในคดีนี้ แต่จำเลยคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดแล้ว ยังให้โจทก์รับภาระภาษีธุรกิจเฉพาะซึ่งเป็นหน้าที่ของจำเลยเพิ่มเติมอีก

ภาษีดังกล่าวถือเป็นประโยชน์หรือค่าตอบแทนจากการให้กู้ยืมเงิน และเป็นส่วนหนึ่งของดอกเบี้ย เมื่อนำมารวมกับดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีแล้วจึงเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ข้อตกลงเกี่ยวกับดอกเบี้ยย่อมตกเป็นโมฆะ

อย่างไรก็ตาม เงินต้นตามสัญญากู้จำนวน 280,000 บาทยังชอบด้วยกฎหมาย จึงต้องนำดอกเบี้ยและค่าภาษีที่โจทก์ชำระไปแล้วหักออกจากเงินต้น

เมื่อโจทก์ชำระเงินต้น ดอกเบี้ย ภาษีธุรกิจเฉพาะ และค่าปรับรวมทั้งสิ้น 449,398 บาท ซึ่งเกินกว่าต้นเงินกู้แล้ว โจทก์จึงไม่มีหนี้เงินกู้ค้างชำระ จำเลยมีหน้าที่จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและส่งมอบโฉนดที่ดินคืนแก่โจทก์

ฎีกาย่อ

จำเลยเป็นบริษัทจำกัดประกอบธุรกิจเยี่ยงธนาคารพาณิชย์โดยให้กู้ยืมเงิน จำเลยมีภาระภาษีต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากรายรับดอกเบี้ยตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (5) กลับตกลงให้โจทก์ผู้กู้เป็นผู้เสียแทน ซึ่งถือเป็นประโยชน์อย่างหนึ่งและเป็นค่าตอบแทนที่โจทก์ต้องใช้ให้แก่จำเลยจากการได้กู้ยืมเงิน อันถือเป็นส่วนหนึ่งของดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงิน เมื่อนำไปรวมกับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แล้วเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดให้เรียกได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 แม้อัตราภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นจำนวนไม่มากนัก เมื่อจำเลยคิดดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดอยู่แล้ว ถือว่าเป็นการให้กู้ยืมเงินอันมีลักษณะกำหนดจะเอาหรือรับเอาซึ่งประโยชน์อย่างอื่นนอกจากดอกเบี้ยมากเกินส่วนอันสมควร ข้อตกลงที่ให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กับค่าภาษีธุรกิจเฉพาะในแต่ละเดือนเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 และพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 ตกเป็นโมฆะ ต้องนำดอกเบี้ยและค่าภาษีที่โจทก์ได้ชำระให้จำเลยไปแล้วทั้งหมดไปหักออกจากต้นเงินกู้

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654

ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (5)

พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3

อ้างอิง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4988/2568

คำค้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4988/2568, ดอกเบี้ยร้อยละ 15, ดอกเบี้ยเกินอัตรา, ภาษีธุรกิจเฉพาะ, ผู้กู้รับภาระภาษี, ข้อตกลงเกี่ยวกับดอกเบี้ยเป็นโมฆะ, เงินต้นยังชอบด้วยกฎหมาย, หักดอกเบี้ยออกจากต้นเงินกู้, ไถ่ถอนจำนอง, คืนโฉนดที่ดิน, ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า