ฎีกาที่ 3503/2543

#ฎีกาศึกษา #ทนายความ

สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3503/2543

เรื่อง

ความหมายของ “เจตนา” ในทางอาญาและ “จงใจ” ในทางแพ่ง กรณีลูกจ้างแสดงกิริยาไม่นอบน้อมต่อลูกค้า และสิทธิของนายจ้างในการเลิกจ้างโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้ากับหน้าที่จ่ายค่าชดเชย

ประเด็นข้อกฎหมาย

การกระทำโดย “เจตนา” ในทางอาญาและการกระทำโดย “จงใจ” ในทางแพ่งมีความหมายเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

การที่ลูกจ้างแสดงกิริยาไม่นอบน้อมต่อลูกค้า ทำให้ลูกค้าไม่พอใจ แต่ไม่ปรากฏว่าลูกจ้างกระทำโดยประสงค์จะให้โรงแรมได้รับความเสียหาย จะถือว่าลูกจ้างจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย อันเป็นเหตุให้นายจ้างเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยได้หรือไม่

ข้อเท็จจริง

โจทก์เป็นลูกจ้างของโรงแรมแห่งหนึ่ง เมื่อลูกค้ามาติดต่อ โจทก์ได้สอบถามชื่อและนั่งลงที่เก้าอี้เพื่อตรวจสอบข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ว่าลูกค้าเป็นผู้ใด เนื่องจากโจทก์ไม่รู้จักลูกค้ามาก่อน

ศาลแรงงานกลางเห็นว่า การสอบถามชื่อและการตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวล้วนเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ของโจทก์

อย่างไรก็ตาม โจทก์ได้แสดงกิริยาในลักษณะไม่นอบน้อมอย่างเพียงพอต่อลูกค้าตามหน้าที่ที่พึงปฏิบัติ ทำให้ลูกค้าไม่พอใจตัวโจทก์ คำพิพากษาไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าโจทก์แสดงกิริยาหรือใช้ถ้อยคำอย่างไร

นายจ้างจึงเลิกจ้างโจทก์ โจทก์ฟ้องเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าเสียหาย รวมทั้งเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

คำวินิจฉัยศาลแรงงานกลาง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การที่โจทก์แสดงกิริยาไม่นอบน้อมอย่างเพียงพอต่อลูกค้า ถือว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสอดคล้องกับข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน

นายจ้างจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า การเลิกจ้างมีเหตุผลเพียงพอและไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

แต่การกระทำของโจทก์ไม่ใช่การจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ไม่ใช่การประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง และไม่ใช่การกระทำผิดระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในกรณีร้ายแรง

ศาลแรงงานกลางจึงพิพากษาให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน เป็นเงิน 120,300 บาท และให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพจ่ายเงินสมทบพร้อมผลประโยชน์ของเงินสมทบจำนวน 24,569.15 บาทแก่โจทก์ ส่วนคำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานโดยตรง

คำวินิจฉัยศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำโดยเจตนาในทางอาญาและการกระทำโดยจงใจในทางแพ่งมีความหมายทำนองเดียวกัน

การกระทำโดยเจตนาในทางอาญา หมายถึง การกระทำโดยรู้สำนึกในการกระทำ และในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น

ส่วนการกระทำโดยจงใจในทางแพ่ง หมายถึง กระทำโดยรู้สำนึกถึงผลเสียหายที่จะเกิดจากการกระทำของตน หรืออีกนัยหนึ่งคือ กระทำโดยรู้ว่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น อันมีความหมายกว้างกว่าการกระทำโดยเจตนาในทางอาญา

สำหรับคดีนี้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้แต่เพียงว่า โจทก์ได้สอบถามและแสดงกิริยาในลักษณะไม่นอบน้อมอย่างเพียงพอต่อลูกค้า ทำให้ลูกค้าไม่พอใจตัวโจทก์ แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์กระทำไปโดยเจตนาจะให้เกิดความเสียหายแก่โรงแรม จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย

การที่ศาลแรงงานกลางหยิบยกข้อเท็จจริงว่าโจทก์ไม่มีเจตนาก่อให้เกิดความเสียหายแก่โรงแรม มาเป็นเหตุผลประกอบการวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย เป็นการนำข้อเท็จจริงที่รับฟังยุติแล้วมาปรับกับข้อกฎหมายเท่านั้น

ศาลแรงงานกลางมิได้วินิจฉัยคดีโดยนำเรื่องเจตนาในทางอาญามาปรับใช้แก่คดีแรงงาน คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางจึงไม่คลาดเคลื่อนต่อกฎหมาย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ศาลฎีกาพิพากษายืน

ผลคดี

นายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า และการเลิกจ้างดังกล่าวไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

อย่างไรก็ตาม เมื่อการกระทำของโจทก์ไม่ใช่การจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ไม่ใช่การประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง และไม่ใช่การฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในกรณีร้ายแรง นายจ้างจึงยังต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์

นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยจำนวน 120,300 บาท และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพต้องจ่ายเงินสมทบพร้อมผลประโยชน์ของเงินสมทบจำนวน 24,569.15 บาทแก่โจทก์ ส่วนคำขออื่นให้ยก

สรุป

การที่ลูกจ้างปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้องหรือแสดงกิริยาไม่เหมาะสมต่อลูกค้า อาจเป็นเหตุให้นายจ้างเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า และไม่ถือเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

แต่การมีเหตุเลิกจ้างไม่ได้หมายความว่า นายจ้างจะได้รับยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเสมอไป

การจะถือว่าลูกจ้างจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ต้องปรากฏว่าลูกจ้างรู้สำนึกถึงผลเสียหายที่จะเกิดจากการกระทำของตน หรือรู้ว่าการกระทำของตนจะทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏเพียงว่าลูกจ้างแสดงกิริยาไม่นอบน้อม ทำให้ลูกค้าไม่พอใจ แต่ไม่ปรากฏว่าลูกจ้างกระทำโดยเจตนาจะให้โรงแรมได้รับความเสียหาย จึงถือไม่ได้ว่าลูกจ้างจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย

คดีนี้จึงเป็นกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า แต่ยังต้องจ่ายค่าชดเชย

ฎีกาย่อ

การกระทำโดยเจตนาในทางอาญาและการกระทำโดยจงใจในทางแพ่งมีความหมายทำนองเดียวกัน กล่าวคือ การกระทำโดยเจตนาในทางอาญา หมายถึง การกระทำโดยรู้สำนึกในการกระทำ และในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น ส่วนการกระทำโดยจงใจในทางแพ่ง หมายถึง กระทำโดยรู้สำนึกถึงผลเสียหายที่จะเกิดจากการกระทำของตน หรืออีกนัยหนึ่งคือ กระทำโดยรู้ว่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น อันมีความหมายกว้างกว่าการกระทำโดยเจตนาในทางอาญา

การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้แต่เพียงว่าโจทก์ได้สอบถามและแสดงกิริยาในลักษณะไม่นอบน้อมอย่างเพียงพอต่อลูกค้า ทำให้ลูกค้าไม่พอใจตัวโจทก์ ซึ่งไม่ปรากฏว่าโจทก์กระทำไปโดยเจตนาจะให้เกิดความเสียหายแก่โรงแรม จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย เป็นกรณีที่ศาลแรงงานกลางนำข้อเท็จจริงที่รับฟังยุติแล้วมาปรับกับข้อกฎหมาย โดยหยิบยกการที่โจทก์ไม่มีเจตนาก่อให้เกิดความเสียหายแก่โรงแรมมาเป็นเหตุผลประกอบการวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย มิได้วินิจฉัยคดีโดยนำเรื่องเจตนาในทางอาญามาปรับใช้แก่คดีแรงงาน คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางจึงชอบแล้ว

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง:
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59


อ้างอิง:
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3503/2543
ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงาน
แหล่งที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา


คำค้น: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3503/2543, เจตนาในทางอาญา, จงใจในทางแพ่ง, ลูกจ้างไม่นอบน้อมต่อลูกค้า, เลิกจ้างโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า, เลิกจ้างไม่เป็นธรรม, ค่าชดเชย, กฎหมายแรงงาน, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า